ข่าว

แก้เกมประมูล'3จี'มัดมือคุมค่าบริการ

แก้เกมประมูล'3จี'มัดมือคุมค่าบริการ

29 ต.ค. 2555

กสทช.แก้เกมประมูล '3จี' มัดมือคุมค่าบริการ-เคลียร์ข้อข้องใจ

           ประเด็นการประมูลใบอนุญาต (ไลเซนส์) 3จี คลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เปิดประมูลไปเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2555 จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 9 สลอต สลอตละ 5 เมกะเฮิรตซ์ โดย กสทช.กำหนดราคาเริ่มต้นที่สลอตละ 4,500 ล้านบาท ซึ่งปรากฏว่าราคาใบอนุญาต 3จี รวมทั้ง 9 สลอต ประมูลได้ในราคา 41,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 1,125 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.78% จากราคาเริ่มต้น ทำให้หลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ องค์กรภาคประชาชน ออกมาคัดค้านว่า ราคาตั้งต้นต่ำเกินไปจากมูลค่าความถี่จริง และตั้งข้อสังเกตว่าอาจเข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) ยังเป็นเรื่องที่สังคมยังต้องติดตาม

 

           ทั้งนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีการประชุมวันที่ 25 ตุลาคม 2555 เพื่อพิจารณากรณีการประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ตามที่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน และคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา เป็นผู้ร้อง รวมถึงกรณีที่ กสทช. แสดงเจตนาขอรับการตรวจสอบด้วยตัวเอง โดยที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนขึ้นมาตรวจสอบ เพื่อไต่สวนว่ากรณีดังกล่าวมีมูลความผิดหรือไม่

           ขณะเดียวกัน ในฝั่งของ กสทช.เอง ได้เคลื่อนไหวเพื่อแสดงถึงความโปร่งใสในการเปิดประมูลและชี้แจงถึงข้อกังขาของสังคม โดยเดินสายเข้าพบกับองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะองค์กรที่เป็นหน่วยงานตรวจสอบ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้ตรวจการแผ่นดิน และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รวมทั้งคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และ การมีส่วนร่วมของประชาชน (กมธ.) 

           พ.อ.ดร.เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และนายสุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) พร้อมทีมงาน ให้สัมภาษณ์พิเศษ "เครือเนชั่น" ชี้แจงเกี่ยวการประมูลใบอนุญาต 3จี  

           นายสุทธิพลกล่าวว่า ที่ผ่านมามีประเด็นความคลาดเคลื่อนในหลายเรื่อง ซึ่งในเรื่องราคามูลค่าคลื่นและราคาตั้งต้นการประมูลนั้น เป็นผลศึกษาของคณะอาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เสนอราคามูลค่าคลื่นที่ 6,440 ล้านบาทต่อ 5 เมกะเฮิรตซ์ และเสนอราคาตั้งต้นการประมูลว่าไม่ควรไม่ต่ำ 67% ของมูลค่าคลื่น หรือคิดเป็น 4,314.8 ล้านบาทต่อ 5 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งมูลค่าคลื่นที่ออกมาในครั้งนี้ สูงกว่ามูลค่าคลื่นที่กำหนดเมื่อ 2 ปีก่อน (2553) ซึ่งอยู่ที่ราคา 4,266 ล้านบาท 

           อย่างไรก็ตาม ผลการพิจารณาของ กสทช.ที่ออกมา กำหนดราคามูลค่าเคลื่อนที่ 6,440 ล้านบาท ตามที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอ แต่เห็นควรให้กำหนดราคาตั้งต้นการประมูลในอัตรา 70% ของราคามูลค่าคลื่น หรือคิดเป็น 4,500 ล้านบาท สูงกว่าการประมูลครั้งก่อนที่ กทช.เคยกำหนดไว้คือคิดอัตราขั้นต้นการประมูลที่ 100% ของราคาคลื่น หรือเท่ากับ 4,266 ล้านบาทต่อ 5 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งการกำหนดราคาตั้งต้นการประมูลครั้งนี้ ยืนยันว่าเป็นราคาที่เหมาะสม หากกำหนดให้สูงกว่านี้ อาจจะทำให้มีผู้เข้าร่วมประมูลน้อยราย และสิ่งที่เราห่วงคือหากกำหนดให้สูงเกินไปอาจมีผลให้การประมูลล้มไปได้ 

           ทั้งนี้ ในการกำหนดหลักเกณฑ์การประมูล ได้ดำเนินการมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและรอบคอบ มีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาช่วยกันคิด ทั้งศึกษาวิธีการประมูลจากต่างประเทศ นอกจากนี้ มีความต้องการที่จะเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดเล็กเข้ามาร่วมวงในการประมูล จึงแบ่งคลื่นความถี่ออกเป็น 9 ชุด อย่างไรก็ตาม ในการประมูลนั้น ยากที่จะประเมินได้ว่าเอกชนแต่ละรายจะแข่งขันอย่างไร เพราะยังมีตัวแปรซึ่งเป็นปัจจัยภายในแต่ละบริษัทเอง ตลอดจนเทคนิคในการดำเนินธุรกิจประกอบกัน ซึ่งมีความซับซ้อนมาก และยืนยันว่าหากให้ย้อนกลับไปทำใหม่ ก็จะทำแบบเดิม

           "ตอนออกประกาศเราไม่รู้ว่ามีผู้เข้าประมูลกี่ราย ก็ดูจากสารบบว่ามีผู้รับใบอนุญาตประเภท 3 อยู่จำนวน 21 ราย ไม่ใช่แค่ 3 รายอย่างที่คิดกัน ซึ่งเวลาออกแบบก็ต้องเปิดโอกาสให้รายใหม่ด้วย แม้จะนึกภาพไว้ว่าไม่น่าจะเข้ามาแข่งขันกันมาก แต่อย่างน้อยก็น่าจะมีถึง 5 ราย และการที่แบ่งซอยเป็นสลอตก็เพื่อให้รายเล็กเข้ามาได้ เพราะราคาจะถูกลง แต่ถึงอย่างนั้นผู้สนใจบางรายก็ยังมีเงินทุนไม่เพียงพอที่จะวางเงิน 10% ตามเกณฑ์ในการจัดประมูล หากเราตั้งราคาแพงตั้งแต่เริ่มต้น ก็จะยิ่งเป็นการปิดโอกาสสำหรับรายเล็กมากยิ่งขึ้น" นายสุทธิพลกล่าว

           ส่วนกรณีที่คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ได้ยื่นหนังสื่อต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั้น นายสุทธิพลกล่าวว่า การที่เรื่องถึง ป.ป.ช. ทำให้ตนจะได้มีโอกาสชี้แจง ซึ่งหากผลสรุปออกมาว่ามีความผิด ก็จะยอมรับ แต่ถ้าไม่ผิดก็จะเดินหน้าต่อ เพราะถือว่าได้สามารถเคลียร์ตนเองได้แล้ว ก็จะทำงานได้อย่างสบายใด อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้ เพราะไม่ได้ทำการทุจริตใดๆ และที่ว่าการประมูล 3 จี ทำชาติเสียหายถึง 1.7 หมื่นล้านบาทนั้น ก็ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นตัวเลขจากไหน

           นายเศรษฐพงศ์กล่าวว่า หลังการเปิดประมูลใบอนุญาต 3จีไปแล้วนั้น บอร์ด กทค.เองได้ออกประกาศอัตราค่าบริการเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและกำกับดูแลการให้บริการทั้งประเภทเสียง และข้อมูลของบริการ 3จี โดยจะใส่แนบท้ายใบอนุญาต กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตลดอัตราค่าบริการลงไม่น้อยกว่า 15-20% ของอัตราปัจจุบัน ซึ่งแม้ว่าประกาศดังกล่าวจะไม่เป็นผลทางกฎหมาย แต่ก็จะมีผลต่อการให้ใบอนุญาต ซึ่งยังมีเวลา 90 วันในการให้ใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบการที่ชนะการประมูลหลังจากการประมูล หากรายใดตกลงตามเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตก็จะได้รับใบอนุญาตเร็วขึ้น 

           สำหรับการกำหนดหลักเกณฑ์แนบท้ายใบอนุญาตนั้น เป็นไปตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ข้อ 16.8.5 ที่ระบุว่า ผู้รับใบอนุญาตต้องกำหนดอัตราค่าบริการให้เป็นธรรม สมเหตุสมผลและไม่เอาเปรียบผู้บริโภค และจัดให้มีบริการที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด

           "จากการพูดคุยกับเอกชนในเรื่องนี้ถือว่ามีแนวโน้มไปในทางบวก แต่จะต้องพูดคุยกันอีกที แต่เมื่อใส่เป็นเงื่อนไขแนบท้ายแล้วก็จะมีผล หากเอกชนไม่ทำตาม ก็มีสิทธิถูกถอนใบอนุญาตได้" นายเศรษฐพงศ์กล่าวและว่า ส่วนการคำนวณอัตราค่าบริการให้ลดลง 15-20% นั้น ยืนยันว่าเป็นตัวเลขที่มีผลศึกษา มีที่มาที่ไปชัดเจน และจะส่งผลให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ทันที