ข่าว

มิตรจะกลายเป็นศัตรู ?

มิตรจะกลายเป็นศัตรู ?

26 พ.ค. 2552

แน่นอนว่า หากฉันทามติของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โหวตตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อเดินเกมขับเคลื่อนทั้งในและนอกสภาเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

 พรรคการเมืองที่ต้องได้รับผลกระทบไปแบบเต็มๆ คงหนีไม่พ้น ประชาธิปัตย์ เป็นแน่..!

 เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ประชาธิปัตย์ กับ พันธมิตร มีความใกล้ชิดโยงใย ถึงขนาดเป็นแรงหนุนสำคัญให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้เป็นผลสำเร็จ

 แม้กระทั่งโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอย่าง กษิต ภิรมย์ ยังเป็นบุคคลที่มีความนิยมส่วนตัวขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรมาแล้ว

 นี่ยังไม่ไล่รวมไปถึงทีมที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ยังมีการส่งระดับแกนนำพันธมิตรเข้ามาร่วมทำงานด้วย

 ในพรรคยังมีระดับหนึ่งใน แกนนำพันธมิตร อย่าง สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นส.ส.สัดส่วน รวมไปถึง ไกรศักดิ์ ชุณหะวัน ส.ส.สัดส่วน และรองหัวหน้าพรรค ผู้ที่เคยแวะเวียนไปมาหาสู่กับกลุ่มพันธมิตรไม่ได้ขาดสาย

 ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นภาพที่สาธารณชนรับทราบกันดีอยู่แล้ว

 ดังนั้น เมื่อพันธมิตรต้องตัดขาดกับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อมาเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งในและนอกสภาจริง

 พรรคประชาธิปัตย์นับจากนี้จึงต้องตกที่นั่งลำบาก และต้องตกอยู่ในสภาพระส่ำระสาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...!!!

 เพราะต้องยอมรับว่ารัฐบาลโดยการนำของพรรคประชาธิปัตย์ส่วนหนึ่งที่อยู่ได้มาจนทุกวันนี้ เพราะได้แรงสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตร และทหาร

 ดังนั้นเมื่อพันธมิตร ตัดหางปล่อยวัด พรรคประชาธิปัตย์ กำลังส่วนหนึ่งที่หนุนก็ย่อมเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

 ยิ่งสถานการณ์การเมืองในยามนี้พรรคประชาธิปัตย์ ถูกกลุ่มเพื่อนเนวิน ในพรรคภูมิใจไทยดูด ซะขนาดนี้แล้ว จึงเป็นเรื่องที่ประชาธิปัตย์ต้องคิดหนัก

 หากสุดท้ายฉันทามติตั้งพรรคพันธมิตรจริง ย่อมส่งผลกระทบต่อฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากมวลชนของทั้งสองพรรคกลุ่มเดียวกัน

 หากมองให้แง่ของฐานเสียงสนับสนุน จะเห็นได้จากผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดปลายปี 50 คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ หรือคะแนนพรรคนั้น พรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนสูสีกับพรรคเพื่อไทย แบบหายใจรดต้นคอ

 ซึ่งต้องยอมรับว่าเสียงส่วนหนึ่งล้วนเป็นเสียงสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตร ที่ร่วมกันต่อต้านระบอบทักษิณ หลังจากที่มีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แวะเวียนไปเยี่ยมเยือนการชุมนุมของพันธมิตรอยู่เสมอ

 ดังนั้นปัญหาพื้นที่ทับซ้อนย่อมเกิดขึ้นตามมาทันที โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ตามหัวเมืองใหญ่ ในต่างจังหวัดต่างๆ ที่พันธมิตรมีการเคลื่อนไหว

 ขณะเดียวกันในแง่ของสมาชิกที่จะลงรับเลือกตั้ง เห็นได้ว่าที่ผ่านมาแกนนำพันธมิตรหลายคนสวมเสื้อค่ายพระแม่ธรณีบีบมวยผม ลงสู้ศึกเลือกตั้ง

 เมื่อการเมืองเดินมาถึงจุดที่พันธมิตรตั้งพรรคขึ้นมาเอง จะเกิดปรากฏการณ์แย่งชิงฐานมวลชนกันระหว่างประชาธิปัตย์ กับ พันธมิตร

 และยิ่งสภาพภายในพรรคประชาธิปัตย์ที่เริ่มง่อนแง่น จากปัญหาการจัดสรรเก้าอี้โควตารัฐมนตรีไม่ลงตัวระหว่างกลุ่มต่างๆ ภายในพรรค เหล่านี้จะกลายเป็นคลื่นใต้น้ำที่คอยพัดซัดกระหน่ำ

 เหล่านี้จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อพรรคประชาธิปัตย์ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีการปล่อยข่าวเล่นกันเองภายในพรรคว่าจะมีส.ส.สายใกล้ชิดพันธมิตรเตรียมย้ายพรรค หากมีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาจริง

 ที่สำคัญการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ไม่เป็นไปตามความหวังของกลุ่มพันธมิตรในการขุดรากถอนโคนระบอบทักษิณ ให้สิ้นซากไปได้

 มิหนำซ้ำสภาพการเป็นรัฐบาลพรรคร่วมหลายพรรคทำให้ประชาธิปัตย์ไม่มีอำนาจเด็ดขาดในการบริหาร เพราะต้องรอฟังเสียงของพรรคร่วมอย่างกลุ่มเพื่อนเนวิน ที่ทรงอิทธิพลในรัฐบาลชุดนี้

 นี่จึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้พันธมิตรตัดใจตีจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขาดความกล้าหาญ และประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ

 ที่สำคัญจนถึงขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าจะพาชาติผ่านพ้นวิกฤติไปได้ แต่ภาพที่ปรากฏในคณะรัฐมนตรีกลับเป็นการคัดสรรกลุ่มคนเข้ามาแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ตอบแทนทางการเมือง

 จึงน่าจับตายิ่งว่าหากพันธมิตรตั้งพรรคได้เป็นผลสำเร็จ บวกกับมีแนวร่วมเครือข่ายทั่วประเทศ จะส่งผลให้รัฐบาลประชาธิปัตย์อ่อนแอลงทันที

 และเมื่อพันธมิตรประกาศแยกตัวอย่างชัดเจน การถล่มรัฐบาลผ่านมวลชนนอกสภาจึงเป็นกำลังสำคัญอย่างยิ่ง

 ยิ่งในช่วงที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรค อยู่ในช่วงจูบปากกับ เนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน แบบไม่สนใจเสียงทักท้วงจากพันธมิตร

 พอถึงวันนั้นสถานการณ์จะเป็นตัวกำหนดให้ประชาธิปัตย์ กับ พันธมิตร กลายเป็นศัตรูทางการเมืองไปโดยอัตโนมัติ
 สุดท้ายแล้ว ศัตรูคนสำคัญของประชาธิปัตย์ และพันธมิตร ก็จะเข้มแข็งขึ้น !!!

บัญชา แข็งขัน