ข่าว

จนมุมคราบเลือด...มัดฆ่าสาวอมรินทร์

จนมุมคราบเลือด...มัดฆ่าสาวอมรินทร์

26 พ.ค. 2552

ความหงุดหงิดและขุ่นเคืองที่ภรรยาไม่อาจตอบสนองอารมณ์ทางเพศ เนื่องจากมีประจำเดือน ทำให้ "สันต์ชัย สังข์แป้น" โชเฟอร์แท็กซี่ วัย 33 ปี ก่อคดีฆาตกรรม "อรอัจฉรา พรหมผลิน" ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสารเชฟ ในเครืออมรินทร์พริ้นติ้ง วัย 27 ปี

อรอัจฉราถูกคนร้ายแทงและปาดคอเสียชีวิตภายในห้องเลขที่ 216 ชั้น 2 อาคารชัยพฤกษ์อพาร์ตเมนต์ ซอยสวนผัก 13 แขวงและเขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เมื่อกลางดึกวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

 ประจักษ์พยานที่นำมาสู่การคลี่คลายคดีนี้ เป็นชายหนุ่มห้องข้างๆ ที่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือแล้วพยายามเข้าไปช่วย เห็นชายคนหนึ่งคร่อมร่างหญิงสาวและใช้มีดจี้คออยู่ พร้อมกับเสียงร้องตะโกนห้าม "พี่พอแล้วมันกำลังจะตาย" จึงโทรศัพท์แจ้ง 191 และกลายเป็นเบาะแสสำคัญมัดตัวคนร้ายในเวลาต่อมา

 หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.ไพศาล เชื้อรอต ผบก.น.7 พ.ต.อ.สุธีร์ เนรกัณฐี รอง ผบก.น.7 สั่งการให้ พ.ต.อ.บรรลือศักดิ์ ขลิบเงิน ผกก.สส.น.7 ปรึกษาแนวทางการสืบสวนร่วมกับ พ.ต.ท.สุกิจ อรุณฤกษ์ถวิล รอง ผกก.สส.สน.ตลิ่งชัน เจ้าของท้องที่ โดยมุ่งไปยังเบาะแสที่จะสาวไปถึงตัวคนร้าย เริ่มจากคำให้การของพยานที่ระบุว่า "คนร้ายมีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย"

 ชุดสืบสวนประมวลเหตุการณ์จากห้องเกิดเหตุที่ถูกปิดล็อกหลังเกิดเหตุ จึงเป็นไปได้ว่า หลังจากลงมือฆ่าเหยื่อเสร็จแล้ว ฝ่ายผู้หญิงเดินออกจากห้องเกิดเหตุทางประตูหน้า ส่วนคนร้ายผู้ชายปิดล็อกห้องจากด้านใน ก่อนจะกระโดดลงมาชั้นล่าง หรือปีนออกจากห้องเกิดเหตุ ไปเข้าห้องเลขที่ 215 ที่อยู่ติดกันแต่ไม่มีผู้เช่า

 เมื่อประมวลได้เช่นนี้ ชุดสืบสวนจึงเริ่มตรวจสอบสมมติฐาน กระทั่งพบสิ่งผิดปกติบริเวณทางเดินชั้นสอง มีลักษณะคล้ายหยดเลือด จึงประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) มาตรวจสอบ ก็พบว่าเป็นหยดเลือดของมนุษย์ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ พฐ.ยังใช้อุปกรณ์ Alternate Light Sources หรือไฟฉายหลายความถี่ ส่องดูรอยนิ้วมือแฝงและคราบเลือดภายในห้องเกิดเหตุ 

 แล้วหลักฐานคราบเลือดก็บอกเล่าความจริงให้ทราบว่า หลังก่อเหตุคนร้ายได้ออกประตูหลัง ซึ่งมีระเบียงอยู่ปีนข้ามไปยังห้อง 215 แล้วล้างมือล้างคราบเลือดในห้องน้ำ เช็ดมือเช็ดคราบเลือดแล้วเปิดประตูห้อง 215 หยุดสังเกตการณ์ระยะหนึ่ง ก่อนจะเดินไปตามทางเดินและไปสิ้นสุดที่หน้าห้อง 204

 ชุดสืบสวนขอหมายค้นจากศาลและให้เจ้าหน้าที่ พฐ.ช่วยหาหลักฐานจนพบคราบเลือดเจือจาง เนื่องจากผสมกับน้ำ ซึ่งเกิดจากการเช็ดถู หลงเหลืออยู่บนพื้นในห้องและห้องน้ำห้องพักเลขที่ 204 รวมถึงเสื้อผ้าเจ้าของห้องและมีดที่ยังมีคราบเลือดหลงเหลืออยู่แม้เพียงน้อยนิดก็ตาม

 "สันต์ชัย สังข์แป้น" วัย 33 ปี และแฟนสาว "เสาวนีย์ ช้างเขียว" วัย 38 ปี เจ้าของห้องเกิดเหตุถูกติดตามตัวมาสอบปากคำและให้การปฏิเสธ แม้ว่าตัวฝ่ายหญิงจะมีพิรุธให้ชุดสืบสวนสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ไม่นานนักพนักงานสอบสวนก็รวบรวมพยานหลักฐานเสนอศาลจังหวัดตลิ่งชัน อนุมัติหมายจับสันต์ชัย สังข์แป้น เลขที่ 833/2552 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น

 เมื่อเห็นแฟนหนุ่มถูกควบคุมตัว เสาวนีย์ก็เริ่มหวั่นไหว ไม่นานก็ยื่นเงื่อนไขขอให้กันเป็นพยานในคดี ก่อนจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบ !?!

 "คืนเกิดเหตุพี่ชัยขอมีเพศสัมพันธ์ พอดีมีประจำเดือนก็เลยมีไม่ได้ ก่อนหน้านี้เคยมีปัญหาถกเถียงกับน้องเขา (อรอัจฉรา) ที่ชอบเปิดโทรทัศน์เสียงดัง วันนั้นน้องเขาก็ทำอีก เลยเดินไปเคาะห้องที่อยู่เยื้องกัน พอไปถึงน้องเขาพูดจาไม่ดีก็เลยผลักเข้าไปในห้อง แล้วพี่ชัยก็เดินตามเข้ามาปิดประตูปิดไฟ แล้วก็ต่อสู้กัน ฉันก็ผลักน้องให้ล้ม พี่ชัยก็ไปเอามีดเล่มเล็กๆ ในห้อง ขึ้นคร่อมร่างน้องลงมือแทง 2-3 ที ก่อนจะหยิบมีดอีกเล่มมาพยายามเชือดคอ ฉันก็ตะโกนบอกว่าพี่พอแล้ว มันกำลังจะตาย แต่พี่ชัยไม่ฟังฉัน"

 "ฉันเห็นพี่ชัยปาดคอน้องแล้วจับไหล่ลากเข้าไปในห้องน้ำ ฉันตกใจเลยไปช่วยดันขา พี่ชัยก็บอกให้ออกไป แล้วจึงล็อกประตูปีนออกด้านหลังไปเข้าห้อง 215 ที่ประตูหลังเปิดทิ้งไว้ ล้างมือล้างเนื้อล้างตัวในห้องน้ำแล้วก็เดินออกมา ฉันเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเลยยืนปรึกษากันหน้าห้อง ได้ข้อสรุปว่าต้องไปเช็ดคราบเลือดในห้อง 215 จากนั้นก็กลับมาที่ห้องพัก อาบน้ำล้างคราบเลือดในห้องน้ำอีกครั้ง"

 "ระหว่างนี้ได้ยินเสียงวิทยุสื่อสารของตำรวจก็ตกใจ แต่ตำรวจก็ไม่เดินมา เลยทิ้งระยะห่างสักพักจึงนำเสื้อผ้าเปื้อนเลือดใส่ถุงขึ้นรถแท็กซี่ที่พี่ชัยเช่าขับออกไปทิ้งที่รถเก็บขยะหน้าปากซอย แล้วก็ไปล้างรถแท็กซี่ที่ปั๊มใกล้ห้างโลตัส กลับมาทำตัวเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น"

 คำให้การของเสาวนีย์สอดคล้องกับเพื่อนสนิทในที่ทำงานระบุว่า ผู้ตายเป็นคนพูดจาขวานผ่าซาก และก่อนหน้าไม่กี่วันมีเรื่องทะเลาะกับเพื่อนข้างห้อง อย่างไรก็ตาม คำรับสารภาพนี้ได้กลายเป็นหลักฐานอีกชิ้นที่ผูกมัดตัวเสาวนีย์ ในฐานะผู้ร่วมสมรู้ร่วมคิด มีการลงมือทำร้ายเหยื่อ ช่วยเหลือในการกระทำผิด ไม่ห้ามปราม รวมถึงร่วมกันทำลายหลักฐาน
 ดังนั้น ศาลจังหวัดตลิ่งชันจึงอนุมัติหมายจับเสาวนีย์อีกคนในข้อหาเดียวกันกับแฟนหนุ่มโชเฟอร์แท็กซี่ นั่นคือ "ร่วมกันฆ่าผู้อื่น" !?!