ข่าว

ทบ.สุดทน!บี้หน่วยอื่นขยับลงใต้บ้าง

ทบ.สุดทน!บี้หน่วยอื่นขยับลงใต้บ้าง

25 ต.ค. 2555

ทบ.บี้หน่วยอื่นขยับลงใต้ เมื่อ'หนังหน้าไฟ'สุดทน! : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน

               "ที่ผ่านมาทหารได้ทำความเข้าใจกับประชาชน แต่ทุกส่วนราชการจะต้องลงไปช่วยด้วย วันนี้ผมได้แต่ร้องขอให้ทุกส่วนราชการทั้ง 17 กระทรวง 66 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันลงไปในพื้นที่ จากนี้ไปผมจะสรุปผลงานความก้าวหน้าในการทำงานของทุกกระทรวงในทุก 3 เดือนจะต้องมีผลงานปรากฏออกมา เพราะมีงบประมาณด้วยกันทั้งสิ้น"
   
               นั่นคือคำพูดอันคุกรุ่นด้วยอารมณ์ความรู้สึกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่แบกปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้เต็มบ่า ทั้งที่หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบปัญหาในพื้นที่มีถึง 17 กระทรวง 66 หน่วยงาน
   
               แต่พอเกิดเหตุรุนแรงขึ้นมาก็จะมีเพียง "ทหาร" เท่านั้นที่โดนด่า และไม่มีใครคิดจะตำหนิหน่วยงานอื่น!!
   
               ทั้งยังสะท้อนด้วยว่าหน่วยงานพิเศษในการดับไฟใต้อย่างศูนย์ปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบาย และยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.กปต.) ก็ยังไม่ตอบโจทย์ในการบูรณาการการทำงานของทุกกระทรวงให้เป็น "เอกภาพ" อย่างที่เรียกร้องกันมาตลอด
   
               ข้อมูลจากฝ่ายกองทัพเผยว่า หากย้อนดูงบประมาณในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2547-2555 รวมระยะเวลา 9 ปีเต็ม รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณไปมากกว่า 161,278 ล้านบาท
   
               โดยในปี 2552 อนุมัติงบประมาณกว่า 27,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2555 ได้อนุมัติงบประมาณกว่า 16,770 ล้านบาท ส่วนงบประมาณปี 2556 ก็อนุมัติงบประมาณไปแล้ว 20,730 ล้านบาท
   
               ทว่า งบประมาณทั้งหมดถูกกระจายไปยังกระทรวงต่างๆ ที่รับผิดชอบทั้งหมด ขณะที่กองทัพได้งบประมาณส่วนหนึ่งเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงกำลังพล และจัดซื้อเครื่องมือ และอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ที่ทำให้กองทัพรู้สึกไม่พอใจก็คือ พอเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น "แพะ" ที่ถูกจับบูชายัญก็คือทหาร ทั้งที่ทหารต้องลงไปปฏิบัติภารกิจของกระทรวงอื่นที่ตัวเองไม่ได้รับผิดชอบโดยตรง เช่น การเข้าไปสร้างความเข้าใจ, การพัฒนาสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ฯลฯ ทำให้ทหารต้องแบ่งเวลาและกำลังพลจำนวนมากจนทำให้เกิดช่องว่างในการรักษาความปลอดภัย
   
               ล่าสุด ก่อนเดินทางลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกับ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ประยุทธ์ ก็นำสารจากรัฐบาลลงไปกระตุ้นเตือนหน่วยงานที่รับผิดชอบอีกครั้ง
   
               "ทางคณะจะลงไปติดตามผลการปฏิบัติงานประจำเดือนที่เคยสั่งการไว้ รวมถึงการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งยอมรับว่า มีปัญหาอยู่บ้างทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ ประชาชน กลุ่มก่อความรุนแรง โดยทั้ง 3 ส่วนนี้จะต้องแก้ไขไปด้วยกัน
   
               โดยในสัปดาห์หน้า นายกรัฐมนตรีจะเรียกหน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานการพัฒนาในส่วนของศอ.บต. 17 กระทรวง 66 หน่วยงาน ไปชี้แจงถึงผลงานว่าที่ผ่านมาได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง อะไรที่เป็นแผนงานเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการ รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณเป็นอย่างไร เพื่อที่นายกรัฐมนตรีจะได้ดูภาพร่วมและกำชับเพิ่ม" พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
   
               คำพูดตอกย้ำซ้ำๆ ของ ผบ.ทบ.ที่กระตุ้นหน่วยงานอื่นที่ร่วมดับไฟใต้ สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า วันนี้ "หนังหน้าไฟ" อย่างกองทัพ หมดความอดทนที่จะแบกปัญหาไว้เพียงลำพังแล้ว
   
               ขณะที่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงแนวทางการทำงานเพื่อเสริมกับกองทัพว่า ตนพร้อมคณะ สมช.จะลงไปพบกับคณะที่ปรึกษาศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อให้ตกผลึกถึงแนวทางในการจัดตั้ง ศปก.กปต. เพราะเกรงว่าจะมีการซ้ำซ้อนในการทำงาน จึงต้องไปทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วน
   
               ทั้งนี้ เมื่อพูดคุยกันเรียบร้อยแล้วจะนำมาประมวลให้แก่นายกรัฐมนตรีได้รับทราบอีกครั้ง เพราะปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เกิดปัญหาทางการเมือง และลาออกจากตำแหน่งทำให้การทำงานแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดยเฉพาะการจัดตั้งศปก.กปต. เกิดปัญหาเป็นลูกโซ่ทั้งหมด
   
               พล.ท.ภราดร สะท้อนปัญหาความไม่เข้าใจเกี่ยวกับการจัดตั้งศปก.กปต.ว่า ศอ.บต.ติดใจว่าไม่ควรที่จะจัดตั้งโครงสร้างดังกล่าวขึ้นมา เพราะกลัวว่า สมช.จะเข้ามาอำนวยการด้านยุทธการ ซึ่งสมช.ยืนยันว่าเป็นเพียงระดับนโยบาย เพราะการขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาจะต้องมีกลไกอำนวยการที่ชัดเจน ซึ่งงานในส่วนของศอ.บต.ก็ว่ากันไป แต่ในเรื่องงานความมั่นคงจะต้องมีคู่ขนาน
   
               "รัฐบาลจะต้องขับเคลื่อน 2 กิ่งไปพร้อมกัน ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีกลไกเพื่อช่วยอำนวยการให้กับคณะกรรมการ หากไม่มีโครงสร้างดังกล่าวการทำงานก็จะลอยๆ หรืออาจจะต้องมาประชุมกันเดือนละ 1-2 ครั้ง ซึ่งหากทำแบบนั้นจะทำให้การทำงานไม่สอดประสานกันระหว่างส่วนหลังกับส่วนหน้า" เลขาธิการ สมช.ชี้ถึงข้อดีของศปก.กปต.
   
               พล.ท.ภราดรยืนยันว่า โครงสร้างดังกล่าวเพื่อให้การทำงานมีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น แต่เมื่อ ศอ.บต.ไม่สบายใจ รัฐบาลและสมช.ก็ต้องรับฟัง ทั้งนี้ การที่โครงสร้าง ศปก.กปต.ไม่แล้วเสร็จทำให้ 17 กระทรวง และ 66 หน่วยงานทำงานไม่ได้เต็มที่ โดยลงไปในพื้นที่แค่ระดับหนึ่ง เพราะภารกิจหลักคือการสนับสนุนอยู่ส่วนหลัง แต่เมื่อมี ศปก.กปต. คณะกรรมการชุดนี้จะต้องลงไปไล่จี้เป็นจังหวะ
   
               ทั้งนี้ สมช.จะดำเนินการเรื่องนี้ให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยเมื่อรูปแบบเมื่อชัดเจนแล้วจะสามารถลงไปไล่จี้การทำงานของทั้ง 17 กระทรวง 66 หน่วยงานได้ รวมทั้งสามารถติดตามได้ว่า สำนักงบประมาณหรือกรมบัญชีกลางได้มีการเบิกจ่ายไปถึงขั้นตอนไหน เมื่อทำเสร็จแล้ว เป้าหมายการทำงานจะมีความชัดเจนมากขึ้น

...................

(หมายเหตุ : ทบ.บี้หน่วยอื่นขยับลงใต้เมื่อ 'หนังหน้าไฟ'สุดทน! : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)