ข่าว

ม็อบสนามม้า

ม็อบสนามม้า

25 ต.ค. 2555

ม็อบสนามม้า : เสรีภาพและความรับผิดชอบโดยนายประชา ช้ำชอก [email protected]

               ม็อบ หรือการชุมนุมใหญ่ “รวมพลังหยุดวิกฤติและหายนะชาติ” ขององค์การพิทักษ์สยาม ที่มี พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ เป็นประธาน ณ ราชตฤณมัยสมาคม หรือสนามม้านางเลิ้ง วันที่ 28 ตุลาคม อาจจะสร้างสีสันบรรยากาศทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้ดูคึกคัก ร้อนแรง
 
               คลายความง่วงเหงาหาวนอนได้ในระดับหนึ่งก็ตาม
 
               แต่เชื่อเถอะว่า ยากที่จะเขย่าขวัญสั่นคลอนเสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เลยแม้แต่น้อย
 
               โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพิจารณาโฉมหน้าค่าตาของผู้คนซึ่งร่วมขบวนการ ตั้งแต่ “เสธ.อ้าย” ไปจนถึงเนื้อหาสาระ ข้ออ้างอันเป็นเหตุผลนำไปสู่การชุมนุมที่จะมีขึ้น ด้วยการกล่าวหาว่า 1.รัฐบาลปล่อยให้มีการจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบัน โดยปราศจากการป้องกัน 2.เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ 3.ปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างกว้างขวาง
 
               ม็อบสนามม้านางเลิ้งครั้งนี้ ต้องถือเป็นการชุมนุมทางการเมืองที่ทั้งเชย โบราณ และล้าหลัง
 
               ถึงแม้ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเป็นที่เคลือบแคลงถึงเรื่องความรู้ความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน ตกเป็นที่สงสัยถึงพฤติกรรมความซื่อสัตย์สุจริต อันอาจจะส่งผลสร้างความเสียหายร้ายแรงแก่ประเทศชาติประชาชนได้
 
               นโยบายประชานิยมทั้งหลายกำลังก่อดอกออกผล ย้อนกลับมาทำร้าย เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน เช่น โครงการรับจำนำข้าวเปลือกที่นับวันผู้คนในสังคม เพื่อนร่วมชาติเริ่มตาสว่าง กำลังเห็นเป็นที่ประจักษ์ถึงความเลวร้ายของนโยบายประชานิยม
 
               แต่เอาเข้าจริงแล้ว องค์การพิทักษ์สยามดูมุ่งหมายที่จะหยิบฉวยเอาเรื่องเกี่ยวด้วยการจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันขึ้นมาเป็นประเด็นหลักในการเคลื่อนไหวเสียมากกว่าที่จะต้องการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลตามระบอบการปกครองประชาธิปไตย
 
               พูดกันอย่างตรงไปตรงมาก็คือ มุ่งที่จะเอาเรื่องเจ้า เรื่องสถาบันนี่แหละขึ้นมาโจมตี เข่นฆ่ารัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายตรงกันข้ามให้อาสัญ
 
               ถือเป็นยุทธวิธีหลักของแทบทุกฝ่ายในขณะนี้ที่ต้องการเอาชนะรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์เองก็ตามเถอะ
 
               คิดว่ากำลังอยู่ในยุค “ขวาพิฆาตซ้าย” หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ทั้งๆ ที่ผ่านพ้นปีพ.ศ. 2520 มากว่าสามทศวรรษ อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องประหลาดอยู่เหมือนกันที่ “ซ้าย-ขวา” ผู้คนซึ่งมีความคิดก้าวหน้าและล้าหลัง เปลี่ยนขั้วสลับข้างกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจนัก เพราะที่เคยเข้าป่าจับอาวุธต่อสู้กับอำนาจรัฐ เป็นศัตรูตัวฉกาจต่อทุนนิยมกลับมาหมอบกราบ เป็นนักรบให้แก่อภิมหาเศรษฐีผูกขาด
 
               ให้หาบหาม “มหาอำมาตย์-ขวาจัด” อย่างนายสมัคร สุนทรเวช ก็ยังทำได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับการแบกหาบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีอยู่ในเวลานี้
 
               ขณะเดียวกัน หลายคนที่เคยกล่าวอ้างว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้ากลับอวดอุตริมนุสธรรม ท่องคาถาบูชาสถาบันกันราวกับประเทศปกครองอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ไม่ปาน
 
               ที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็เห็นมีแต่พวกเสธ.และบิ๊กทั้งหลายนี่แหละ