ข่าว

ก่อนจะตีแสกหน้า3จี

ก่อนจะตีแสกหน้า3จี

25 ต.ค. 2555

ก่อนจะตีแสกหน้า3จี : กระจกเงา โดยน้ำเชี่ยว บูรพา (แทน)

               สิ้นเสียงเคาะกระดานประมูลเพื่อออกใบอนุญาต 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ใน “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ” หรือ กสทช. ด้วยมูลค่าคลื่นความถี่ที่บริษัทสื่อสาร 3 ค่ายยักษ์ เสนอรวม 41,625 ล้านบาท สูงกว่าราคาประมูลตั้งต้น 40,500 ล้านบาท ไปเพียง 2.8%
 
               นั่นจึงทำให้ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่ออกโรงสับเละการประมูลครั้งนี้ว่า เป็นการจัดฉากประมูลมาตั้งแต่ต้น มูลค่าคลื่นที่ได้ก็ตอกย้ำให้เห็นถึงการสมยอมราคา เพราะสูงกว่าราคาตั้งต้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยที่คลื่น 6 สลอตไม่มีการเคาะราคาแข่งขัน
 
               พร้อมกับชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดอันร้ายแรงในกระบวนการออกแบบประมูลครั้งนี้ ที่มีการจัดสรรและจำกัดการถือครองคลื่นจนทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน ที่สำคัญการตั้งราคากลางหรือราคาตั้งต้นประมูลที่ กสทช.กำหนดไว้เพียง 4,500 ล้านบาท/สลอต (5 MHz) ทั้งที่ราคาที่น่าจะอยู่ที่ระดับ 6,400 ล้านบาทนั้นได้ทำให้ประเทศชาติสูญเสียประโยชน์จากการประมูลครั้งนี้ไปถึง 1.6 หมื่นล้านบาท ทำให้เอกชนได้ “ลาภลอย” ไป
 
               ตัวเลข 1.6 หมื่นล้านบาทนี้ กระจายไปยังกลุ่มเครือข่ายอะไรต่อมิอะไรทั้งหลายพากันตีฆ้องร้องป่าวบ้างยื่นให้ศาล บ้างยื่น ป.ป.ช.ให้สอบ
 
               ไม่มีใครตั้งข้อกังขากันเลยว่า ที่มาของเม็ดเงิน 1.6 หมื่นล้านบาทที่อ้างว่ารัฐต้องสูญเสียไปจากการประมูล 3 จีนั้นมาจากไหน? นอกจากอ้างเป็นผลงานการศึกษามูลค่าคลื่นที่ “เหมาะสม” ที่นักวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ทำการศึกษาและประเมินไว้
 
               ทั้งที่ในข้อเสนอของจุฬาฯ ดังกล่าว ก็ระบุชัดเจนเช่นกันว่า ราคาตั้งต้นประมูล หรือ Reserve Price ที่กสทช.จะดำเนินการเปิดประมูลนั้น “ควรต่ำกว่ามูลค่าคลื่นความถี่” ที่ว่านี้เพื่อจูงใจให้เอกชนเข้าร่วม ไม่ถอดใจไปตั้งแต่แรกเห็น แต่ก็ไม่ควรต่ำเกินไปจนกลายเป็นแรงจูงใจก่อให้เกิดการสมยอมราคาระหว่างผู้ประมูล
 
               หากย้อนกลับไปพิจารณาผลประโยชน์ที่แท้จริงที่บริษัทสื่อสารทั้ง 3 ค่ายที่เคยจ่ายให้แก่รัฐในรูปของส่วนแบ่งรายได้ค่าสัมปทานนั้น จะเห็นได้ว่าแต่ละรายต้องจ่ายค่าต๋งสัมปทานแก่รัฐในสัดส่วนที่สูงถึง 25-30% ของรายได้ประกอบการ
 
               ในปี 2554 “เอไอเอส” จ่ายค่าสัมปทานให้รัฐ 2.1 หมื่นล้านบาท ดีแทคจ่าย 11,800 ล้านบาท และทรูมูฟ 6,500 ล้านบาท ขณะที่แต่ละรายนั้นยังคงเหลือสัมปทานอยู่กับหน่วยงานรัฐ คือทีโอที-กสท 3-6 ปี ยกเว้นทรูมูฟที่เหลือสัมปทานอีกเพียงปีเดียว (ปี 2556)
 
               แน่นอน! หากวันนี้แต่ละค่ายจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเพียงก้อนเดียวจบแค่ 13,500-14,600 ล้านบาท ที่เหลือก็แค่จ่ายค่าธรรมเนียมรายปี 2% และเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อสังคม 4% รวมแล้วแค่ 6% วงเงินผลประโยชน์ที่รัฐต้องสูญหายไปย่อมมีจำนวนมหาศาลนับเป็นแสนล้านบาทแน่
 
               แต่นั่นก็ไม่อาจกล่าวโทษเป็นความล้มเหลวหรือบกพร่อง ของใคร
 
               กฎหมายจัดตั้ง กสทช.นั้น กำหนดให้สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตได้เพียงแค่นี้ จะไปกำหนดค่าธรรมเนียมประมูลแรกเข้ากันเป็น 1 หมื่นล้านบาท หรือ 1 แสนล้านบาท ดังที่นักวิชาการ หรือกลุ่มเครือข่ายเสนอก็มีหวังได้ถูกบริษัทสื่อสารโทรคมนาคมบุกไปถล่มแหลก โทษฐานจ้องประเคนใบอนุญาตมือถือไปให้ต่างชาติ กีดกันผู้ประกอบการไทย
 
               ข้อถกเถียงกันในปัจจุบันยังคงมองไม่เห็นว่า เงินปากถุงรายละหมื่นกว่าล้านนั้นเป็นเพียงแค่เศษเงินที่เอกชนจะได้รับ ทั้งที่เม็ดเงินจำนวนนี้ผ่านการคำนวณมาแล้ว และเม็ดเงินทั้งหมดจะถูกส่งเข้ารัฐ ไม่ต้องผ่านหน่วยงานรัฐเหมือนที่ผ่านมาซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ไม่ได้เข้ารัฐทุกบาททุกสตางค์ ขณะเดียวกันมาตรการการควบคุมและเก็บค่าต๋งก็กำลังออกมากำกับการประกอบการ และมองข้ามประเด็นที่นักวิชาการอีกกลุ่มที่มองว่า ข้อคัดค้านเหล่านั้นน่าจะมีเบื้องหลัง
 
               ข้อดีของการเดินหน้าประมูลระบบ 3จี ที่สำคัญอีกอย่างก็คือ การขยายระบบเครือข่ายที่ต้องทำตามเงื่อนไขกสทช. นั่นหมายความว่าแต่ละรายที่เข้าประมูลจะต้องลงทุนอีก 3-5 หมื่นล้านบาทในระยะเวลา 2 ปี ยังไม่นับรวมพฤติกรรมผู้ปริโภคที่จะปรับเปลี่ยนโทรศัพท์มือถืออีก
 
               บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย เคยประเมินเม็ดเงินที่จะสะพัดในตลาดโทรคมนาคมภายหลังจากเปิดให้บริการ 3 จีในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2556 ว่า จะทำให้มีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 2.1 แสนล้านบาท
 
               คงเทียบกันไม่ได้กับ 1.6 หมื่นล้านบาทตามที่อ้างกันมา