
3จีกับปัญหาที่มาจากหลายหลักการ
3จีกับปัญหาที่มาจากหลายหลักการ : ประชาธิปไตยที่รักโดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected]
จำได้ว่าเมื่อเขียนเรื่อง 3จี สัปดาห์ที่แล้วนั้น เขียนก่อนที่การประมูลจริงจะเริ่มขึ้น ก็คิดว่าเรื่องจะจบลงแล้ว แต่ที่ไหนได้เรื่องราวกลับยังมีความต่อเนื่องเป็นระลอกคลื่นไม่มีที่สิ้นสุด ที่สำคัญผมก็คิดว่าเรื่องนี้อาจจะไม่จบง่ายๆ เพราะทำท่าว่าเรื่องนี้ตอนแรกสมรภูมิใหญ่นั้นอยู่ที่ศาล ก็กลายเป็นว่าสมรภูมิใหญ่ก็อยู่ที่หน้าสื่อ
แต่เรื่องนี้ก็สนุกอยู่อย่างก็คือ อย่างน้อยก็ไม่มีพล็อตของเรื่องง่ายๆ ว่าใครเป็นพระเอกและใครเป็นผู้ร้ายสักเท่าไหร่ และสื่อก็สนุกกับการไล่ล่าหาเสียงจากหลายฝ่ายมาส่งเสียงกันหน้าสื่อ จะว่าไปแล้ว เรื่องนี้เล่นมันกว่าเรื่องจำนำข้าวอยู่มาก ก็คงเพราะเหมือนกับที่ได้เรียนไปแล้วในสัปดาห์ที่แล้วก็คือ เรื่อง 3จี นั้นไม่ใช่เรื่องโดยตรงของรัฐบาล เพราะเป็นเรื่ององค์กรอิสระ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เกิดจากครรภ์ของระบอบปฏิรูปการเมืองรอบที่หนึ่ง (รอบชนชั้นกลางยึดประเทศผ่านสื่อ) และรอบที่สอง (รอบชนชั้นกลางยึดประเทศผ่านการรัฐประหาร ซึ่งเชื่อมโยงกับการดำรงอยู่ของ ส.ว.)
คำถามที่ท้าทายก็คือ จะมีการต่อสู้ต่อรองเรื่องนี้อย่างไร ที่ในทางหนึ่งทำให้มันดีขึ้น หรือตรงกับความรู้สึกที่มีอยู่ของชนชั้นกลาง (โดยเฉพาะเรื่องของการต่อต้านทุนนิยมสามานย์) แต่ก็ต้องธำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของระบอบองค์กรอิสระที่คัดสรรมาโดยวุฒิสมาชิกและระบอบคนดีที่ประจำอยู่ตามองค์กรอิสระด้วย
ทีนี้เรื่องที่คงจะต้องตั้งคำถามต่อไปก็คือ สุดท้ายแล้ว ข้อวิจารณ์ต่างๆ นั้นมันวางอยู่บนเรื่องที่ว่าเรามีข้อสมมุติฐานอย่างไรกับสินค้า/บริการที่ชื่อว่า 3จี นี่แหละครับ
เรื่องนี้สำคัญมิใช่เล่น เพราะหากเรามองว่า 3จี นั้นเป็นสินค้าที่สามารถสร้างมูลค่าได้มาก เราก็อาจจะเชื่อว่าเราจะแสวงหารายได้ให้รัฐได้มากที่สุดตามคาดหวังของเรา แต่เราก็อาจจะถูกวิจารณ์ได้เช่นกันว่า ถ้าเรามองว่า 3จี นั้นเป็นสินค้าสาธารณะที่จำเป็น ซึ่งการลงทุนจริงก็มีมหาศาลจนเราไม่สามารถลงทุนได้เอง ก็เลยต้องให้เอกชนนั้นทำ และความสำคัญก็คือ ทำอย่างไรที่จะทำให้มีเอกชนมากกว่าหนึ่งรายนั้นเข้ามาแข่งขันกันได้ด้วย ท่ามกลางต้นทุนที่มหาศาล บางทีเราก็อาจจะไม่สามารถคิดค่าประมูลได้แพงนัก หรืออาจจะไม่คิดเสียเลยก็เป็นไปได้
พูดแบบบ้านๆ ก็คือ บางทีหลักตั้งต้นอาจจะไม่เหมือนกันทั้งหมด กล่าวคือ ถ้าเราเชื่อว่าสินค้านี้มีการแข่งขันที่สมบูรณ์ก็อาจจะไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว หรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวในแบบที่กำกับให้แข่งขันกันได้จริง หรือถ้าไม่ได้คิดว่าเขาแข่งกันได้สมบูรณ์ แต่มองว่าประชาชนนั้นจำเป็นต้องได้รับบริการ สิ่งนี้เราก็อาจจะมองด้วยหลักอื่นๆ เช่น เรื่องบางเรื่องก็ต้องลดความคิดเรื่องรายได้ลงบ้าง หรือแม้กระทั่งต้องมานั่งคิดด้วยว่ากระบวนการมันถูกต้องทั้งหมดไหม
ไม่อยากจะเรียกว่า หลักรัฐศาสตร์ หลักเศรษฐศาสตร์ หรือ หลักนิติศาสตร์หรอกครับ เพราะเอาเข้าจริงประเด็นอยู่ที่ว่า สามหลักนี้จะไปด้วยกันได้อย่างไร ไม่งั้นก็จะยุ่งไปหมด เช่น เน้นไปเรื่องความถูกต้องตามการตีความตัวบท หรือจะเน้นความถูกต้องในแง่ราคาสูงสุด หรือจะเน้นความถูกต้องในแง่ประโยชน์สาธารณะสูงสุดทั้งที่วัดด้วยตัวเงินได้และวัดไม่ได้ด้วยตัวเงิน
เอาเป็นว่า ถ้าเป็นไปตามอุดมคติ ผมว่าเราก็คงจะสามารถพูดเรื่องนี้กันได้อย่างรอบด้านได้ และได้ข้อสรุปที่ยังผดุงรักษาทั้งความชอบธรรมของสถาบัน และความชอบธรรมของระบอบที่รองรับเรื่องเหล่านี้อยู่ได้ครับผม
ขอสรุปเรื่องนี้แบบหลักวิชาการ แทนที่จะตั้งข้อสงสัยต่ออนาคตทางอาชีพสาธารณะของผู้คัดค้านจะดีกว่าครับผม



