ข่าว

ไตรมาสแรกเศรษฐกิจไทยหด7.1% สศช.รับรุนแรงเกินคาด-เตือนการเมืองป่วนอีกดิ่งเหวแน่

ไตรมาสแรกเศรษฐกิจไทยหด7.1% สศช.รับรุนแรงเกินคาด-เตือนการเมืองป่วนอีกดิ่งเหวแน่

26 พ.ค. 2552

สภาพัฒน์รับเศรษฐกิจโลกกระทบไทยแรงเกินคาด ฉุดจีดีพีไตรมาสแรกปีนี้หดตัว 7.1% หวังต่ำสุดแล้ว คาดทั้งปีติดลบ 2.5-3.5% ชี้ก้าวต่อไปต้องพึ่งการลงทุนภาครัฐ หากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเฟส 2 ไม่ออกมาอาจแย่กว่าประมาณการ ห่วงการเมืองป่วนอีก เตือนเศรษฐกิจรับไม่ไหวแล้ว "กอ

 ดร.อำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี  2552 หดตัว 7.1% ต่อเนื่องจากไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 ที่หดตัว 4.2% ซึ่งการหดตัวของเศรษฐกิจไตรมาสแรกรุนแรงกว่าที่คาดไว้ อันเป็นผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ทั้งการส่งออกและนำเข้าสินค้าบริการลดลง อย่างไรก็ตาม การที่เศรษฐกิจหดตัวต่อเนื่อง 2 ไตรมาสติดต่อกัน นับว่าเศรษฐกิจของไทยได้เข้าสู่การถดถอยทางเทคนิคแล้ว

 "เศรษฐกิจกำลังปรับตัวเข้าสู่ภาวะที่มีเสถียรภาพมากขึ้น และมีโอกาสที่จะผ่านพ้นจุดต่ำสุดได้ในไตรมาส 2 ปี 2552 ก่อนที่จะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ในครึ่งหลังของปี 2552 นี้" ดร.อำพนกล่าว และว่า ภาคเกษตรเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่หดตัวรุนแรง ซึ่งจะเห็นว่าทุกครั้งที่ประเทศไทยประสบวิกฤติจะได้ภาคเกษตรเข้ามาเป็นตัวช่วยที่สำคัญเสมอ
 
 ดร.อำพน กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่หดตัว 7.1% ปัญหาสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะต่อไปคือ การลงทุน ซึ่งการจะหวังให้การลงทุนภาคเอกชนฟื้นเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 2 และ 3 ค่อนข้างจะเป็นปัญหา ดังนั้น สำคัญที่สุดภาครัฐจะต้องเป็นผู้นำในการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ซึ่งมีเม็ดเงินลงทุนขั้นต้น 1.1 ล้านล้านบาท และต่อเนื่องใน 2 ปี 1.56 ล้านล้านบาท ซึ่งสำคัญมากหากไม่ได้เริ่มดำเนินการให้ทันภายในปีงบประมาณ 2553 คือในเดือนกีนยายนหรือตุลาคม 2552 โอกาสที่ภาคเอกชนจะลงทุนเพิ่มคงหวังได้ลำบาก

 “จากปัจจัยต่างๆ ทำให้ประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2552 จะหดตัว 2.5-3.5% แต่ถ้าแผนการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ไม่ออกมาตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2552 อาจจะไม่เป็นไปตามที่มีการประมาณการเอาไว้ก็ได้ นอกจากนี้ ช่วงที่เหลือ 6-7 เดือนของปีนี้ประเทศไทยคงไม่สามารถรองรับความวุ่นวายทางการเมืองเหมือนในเดือนเมษายนได้อีก ซึ่งหากเหตุการณ์สงบอยู่เช่นนี้ก็มองว่าเศรษฐกิจน่าจะถึงจุดต่ำสุดไปแล้ว” ดร.อำพนกล่าว

 นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกที่ติดลบ 7.1% เป็นไปตามที่รัฐบาลคาดไว้ เพราะเป็นปัญหาต่อเนื่องมาจากปัญหาการเมือง ดังนั้น ต้องดูอีกครั้งในไตรมาสสองว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งตัวเลขคงน่ากลัวอีก เพราะเดือนเมษายนยังมีปัญหาการเมือง แต่คงจะดีขึ้นบ้างเพราะงบประมาณบางส่วนได้เริ่มออกไปบ้างแล้ว ส่วนการที่จีดีพีไตรมาสถัดจากนี้ จะติดลบน้อยลงหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 วงเงิน 4 แสนล้านบาทจะออกมาได้เร็วหรือไม่ แต่มั่นใจว่าคงมีคำวินิจฉัยออกมาเร็ว หรือภายใน 1 เดือนก็คงไม่เป็นปัญหา