
ชวนพลิกความคิดแบบ'สตีฟ จอบส์'
ชวนพลิกความคิดแบบ'สตีฟ จอบส์'
มีเพียงไม่กี่คนในประวัติศาสตร์ ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่วงการอุตสาหกรรม และ สตีฟ จ็อบส์ ก็คือหนึ่งในไม่กี่คนนั้น ที่สามารถทำได้ภายในช่วงระยะเวลาหนึ่งชีวิตของมนุษย์ สำนักพิมพ์ปราณ ภายใต้แนวคิด “การอ่าน คือ ลมหายใจ” เปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ล่าสุด “สตีฟ จ็อบส์ อัจฉริยะพลิกโลก” พร้อมจัดเวทีเสวนาเพื่อเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันขบคิดถึง “มรดกชีวิต” ที่สตีฟ จ็อบส์ ทิ้งไว้ 1 ปี ที่เขาจากโลกใบนี้ไป เขาได้ฝากอะไรไว้ให้กับโลกบ้าง โดยมี พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) พระนักปราชญ์ร่วมเสนอมุมมอง และแลกเปลี่ยนทัศนะกับพิธีกรหนุ่มไอทีที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงเทคโนโลยีอย่าง "หนุ่ย" พงษ์สุข หิรัญพฤกษ์ ภายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 17
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) กล่าวว่า การครบ 1 ปี แห่งการจากไปของสตีฟ จ็อบส์ สำหรับคนที่ไม่สนใจนวัตกรรม คงไม่มีความหมายอะไร แต่สำหรับคนที่สนใจนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนวัตกรรมระดับเปลี่ยนแปลงโลก 1 ปี แห่งการจากไปของเขายังคงมีความหมาย เพราะก่อนจากไปเขายังคงฝากวิสัยทัศน์มากมายเอาไว้ให้คนรุ่นหลังสานต่อ ชีวิตสตีฟ จอบส์ จึงเป็นทั้งงานศิลปะและเป็นทั้งนวัตกรรม เพราะเขาสร้างตัวเองขึ้นมาจากศูนย์ จากคนที่ครั้งหนึ่ง "หาค่าไม่มี" พลิกผันมาเป็นคนที่ "หาค่าประเมินมิได้"
"หลายสิ่งในชีวิตของเขา ล้วนหล่อหลอมให้เขาเป็นคนที่น่ายอมรับ และคนอย่างเราๆ ควรนำมาเป็นแบบอย่างเพื่อปรับใช้ในชีวิต ประการแรก คือ เขาเกิดในสภาพแวดล้อมที่ “เอื้อ” ต่อการให้เขาคิดเชิงบวก เมื่ออายุราวหกหรือเจ็ดปี จ็อบส์บอกกับเด็กผู้หญิงที่อยู่ตรงข้ามบ้านว่า เขาเป็นเด็กที่พ่อแม่ขอมาเลี้ยง เด็กหญิงคนนั้นถามกลับไปแปลว่า พ่อแม่แท้ๆ ไม่ต้องการเธออย่างนั้นเหรอ จ็อบส์ร้องไห้วิ่งเข้าบ้าน พ่อแม่บุญธรรมของเขาเข้ามาปลอบพร้อมอธิบายอย่างจริงจังว่า ใครบอกว่าลูกถูกทิ้ง พ่อแม่ไปเลือกลูกจากโรงพยาบาล คุณคือคนที่ถูกเลือก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจ็อบส์ฝังใจว่าเขาเป็นคนพิเศษ นี่คือสิ่งที่พ่อแม่บุญธรรมหล่อหลอมให้เขามองโลกเชิงบวก หรืออย่างในช่วงที่เขาโดนปลดจากบริษัทฯ ตอนอายุ 30 ปี เมื่อเวลาผ่านไปเขากลับมองว่า นั่นคือช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดในชีวิตสำหรับเขา เพราะเขาสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ การอยู่ในที่ที่คนไม่เห็นคุณค่าเพียงนาทีเดียวก็ไม่คุ้มค่า 10 ปีที่ถูกเตะออกไป เขาบอกว่า ผมพร้อมสำหรับทุกวิกฤติในชีวิตแล้ว ต่อมาเขาไปขอบคุณทุกคนที่ทำให้เขาได้มองเห็นตัวเอง
ประการที่สอง เขาเป็นผู้ชื่นชอบความสมบูรณ์แบบ พ่อได้สร้างความประทับใจ อย่างลึกซึ้งให้กับเขาในความทุ่มเทในรายละเอียดและฝีมืออันประณีต พ่อของเขาตอกย้ำถึงความสำคัญของการทำสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยตัวอย่างของสิ่งที่ผู้เป็นลูกชายได้เรียนรู้ เช่น ถ้าเราเป็นช่างไม้และต้องการสร้างตู้ลิ้นชักสวยๆ สักใบ เราจะต้องไม่ใช้ไม้อัดด้านหลังตู้ ถึงแม้จะวางชิดผนังไม่มีใครเห็นก็ตาม แต่เรารู้ นี่คือสิ่งที่สตีฟ จ็อบส์ นำมาใช้ครั้งแล้วครั้งเล่ากับผลิตภัณฑ์ใหม่ของแอปเปิ้ล นวัตกรรมทุกชิ้นที่เขาสร้างมาจึงสวยไม่มีที่ติ ประการที่สาม เขาเป็นคนทำอะไรเต็มที่และทำให้ดีที่สุด จะเห็นได้จากผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ล หากเขาเห็นว่ายังไม่ดีที่สุดจะไม่มีทางปล่อยออกมา เขาทำตามหัวใจตัวเองไม่เคยยอมรับในสิ่งที่แค่พอใช้ได้เท่านั้น ถ้าไม่เชื่อว่านั่นเป็นงานที่ยอดเยี่ยมเขาจะทำใหม่อีกครั้ง จากตัวอย่างนี้ทำให้มองได้ว่า เราต้องช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการะตุ้นให้คิด กล้าคิด ต้องร่วมกันเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานสังคม จากสังคมแห่งความเชื่อมาเป็นสังคมของนักคิด เพราะถ้าไม่รักที่จะคิดก็จะไม่มีโอกาสที่จะสร้างนวัตกรรมได้" พระมหาวุฒิชัย เน้นย้ำ
ด้าน สุทธิชัย หยุ่น ให้ความเห็นว่า คำว่า สตีฟ จ็อบส์ อัจฉริยะพลิกโลก ไม่เกินเลยความเป็นจริง เพราะสิ่งที่เขาทำไม่ใช่เพียงแค่เป็นอุปกรณ์สำหรับถ่ายภาพ สำหรับฟังเพลงเท่านั้น แต่พลิกความคิดความอ่าน ทำให้อุตสาหกรรมดนตรี อุตสาหกรรมปัญญาชน อุตสาหกรรมของการศึกษาเรียนรู้ทุกๆ ด้านของความเป็นอยู่มนุษย์ ตั้งแต่ตื่นนอนจนหลับ ด้วยความมุ่งมั่นและความเป็นเลิศที่ประณีตเต็มที่ จึงทำให้โลกนี้เปลี่ยนไป วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป คนทั้งโลกได้ใช้ ไม่ว่าจะอยู่วิชาชีพไหน เพศอะไร ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลก สิ่งที่เขาทำล้วนมีผลและเป็นผลทางด้านบวก ทำให้คุณภาพชีวิตเราสูงกว่าที่คาดคิด สิ่งที่เขาฝากไว้กับชาวโลกคือความเชื่อที่ว่า ถ้าคุณมุ่งมั่นจริง ถ้าคุณทุ่มเทจริง ถ้าคุณเชื่อในสิ่งที่คุณต้องการทำให้โลกหรือว่าเปลี่ยนโลกจริง คุณทำได้



