
ผวาไม่หยุด'รับจำนำข้าว'ไทยซ้ำรอยกรีซ
กมธ.เศรษฐกิจฯ วุฒิสภาชำแหละนโยบายรับจำนำข้าว ซัดรัฐสูญเสียงบประมาณก้อนโต สร้างความเสียหายให้ประเทศ เปิดช่องทุจริตคอร์รัปชั่น ขณะที่ไม่ได้ส่งผลดีต่อชาวนา ห่วงเดินหน้าต่อเพิ่มหนี้สาธารณะเกินตัว มีโอกาสซ้ำรอยกรีซ
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม วุฒิสภา ได้แถลงเรื่อง "ความจริงเรื่องนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลเกิดประโยชน์กับชาวนาจริงหรือ?" โดยนายมหรรณพ เดชวิทักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม วุฒิสภา กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวและสินค้าเกษตร นอกจากจะสร้างความสูญเสียงบประมาณประเทศอย่างมหาศาลแล้ว ยังนำไปสู่ปัญหาการทุจริต ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เป็นผลดีแก่ชาวนา
"หากรัฐบาลยังดำเนินการรับจำนำข้าวต่อไปเรื่อยๆ ประเทศไทยจะประสบปัญหาหนี้สาธารณะ อาจมีสภาพเดียวกับประเทศกรีซ ซึ่งใช้ประชานิยมเกินตัว โดยคาดการณ์กันว่าอีก 10 ปี หนี้สาธารณะจะเกิน 100% ได้ หากรัฐยังดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวอยู่" นายมหรรณพกล่าว
นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า หากรัฐบาลดำเนินโครงการรับจำนำข้าวต่อไป จะทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง ซึ่ง กมธ.จะนำผลการศึกษาเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สืบสวนถึงข้อดีข้อเสียและการคอร์รัปชั่นภายใต้โครงการรับจำนำข้าว โดยจะนำข้อมูลนี้ไปรายงานให้องค์กรอิสระต่างๆ ดำเนินการสอบสวนต่อด้วย เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และยังจะเสนอให้มีการเปิดอภิปรายในสมัยประชุมวุฒิสภา ในเรื่องโครงการรับจำนำข้าวโดยเฉพาะ รวมทั้งจะแจ้งให้สาธารณะรับรู้ถึงความล้มเหลวของการรับจำนำ
ทั้งนี้ รายงานผลการศึกษาบางส่วนของกมธ.สรุปและชี้ให้เห็นจุดอ่อนและข้อบกพร่องโครงการ เช่น นโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ด ในราคาสูงกว่าราคาตลาดทำให้ชาวนาไม่ไถ่ถอนคืน ทำให้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และเปิดช่องทางทุจริตคอร์รัปชั่น รวมทั้ง ทำลายกลไกตลาด ระบบเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมข้าว และทำลายความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก เป็นต้น
นอกจากนี้ กมธ.ได้จัดทำข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลด้วย เช่น รัฐบาลควรต้องทบทวนนโยบายการรับจำนำข้าวทั้งระบบ ดำเนินการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง และปรับแก้กระบวนการรับจำนำข้าวให้รัดกุม รวมทั้งการขายระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล รัฐบาลควรต้องเปิดเผยแก่สาธารณชน เพื่อแสดงความสุจริตใจและความโปร่งใสให้แก่ประชาชนผู้เสียภาษีทราบ เป็นต้น
"มั่นใจว่านโยบายและมาตรการการรับจำนำสินค้าเกษตร เป็นนโยบายที่ล้มเหลวที่สุดตั้งแต่ปี 2529 สูญเสียเงินละลายน้ำไปมากมายโดยผลประโยชน์ไม่ได้ตกถึงมือเกษตรกร แต่ส่วนใหญ่ตกอยู่กับโรงสี ผู้ส่งออก รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง พรรคพวกของนักการเมือง จึงไม่มีใครยอมเลิกโครงการนี้ และยังมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือคอร์รัปชั่น กมธ.ไม่เห็นด้วยกับโครงการประชานิยมของรัฐบาลที่มุ่งหวังเพื่อประโยชน์ระยะสั้นและไม่ยั่งยืน อาจส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจมหภาค และหนี้สาธารณะในอนาคตได้" นายวันชัยกล่าว



