
การเมืองเรื่องการต้านคอร์รัปชั่น(ไม่หมูแล้ว)
การเมืองเรื่องการต้านคอร์รัปชั่น(ไม่หมูแล้ว) : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
ข่าวเรื่องนักการเมืองไซฟ่อนเงินที่ฮ่องกง เป็นข่าวที่น่าสนใจว่าทำไมในช่วงต้นนั้น "กระสุนถึงด้าน"
เรื่องนี้นำความประหลาดใจให้แก่ผมมาก ที่นอกจากกระสุนด้านคือจุดไม่ติด-ไม่ระเบิดแล้ว ยังส่งผลขั้นรุนแรงถึงขนาดย้อนกลับไปเล่นงานสาวไส้ถึงขบวนการที่อยู่เบื้องหลังการปล่อยข่าวกันอย่างใหญ่โตมโหฬาร
ราวกับว่าคนที่ออกมาปล่อยข่าวเรื่องนี้ไม่มีราคาที่จะพูดถึงเรื่องทางการเมืองอีกต่อไป
ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องตั้งสติให้ดีหน่อย เพราะปริศนาสำคัญก็คือคำถามที่ว่า เกิดอะไรที่อยู่ดีๆ สำนักข่าวใหญ่ๆ จึงได้เกิดอาการมาฆบูชาทางด้านการไม่ให้น้ำหนักข่าวกันขนาดนั้น
แต่กระนั้นก็ดี ก็ยังมีคนที่ทั้งเชื่อและมั่นใจในเรื่องนี้อยู่มิใช่น้อย ท่ามกลางการที่หน่วยงานรัฐทั้งหลายออกมาบอกว่าไม่มี
สำหรับผมนั้น เรื่องมหัศจรรย์ไม่ได้อยู่ที่ว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่จริง แต่ความมหัศจรรย์อยู่ที่ว่าทำไมเรื่องนี้มันถึงไม่จริงได้ขนาดนั้น
ทั้งที่มาจนถึงวันที่ผมเขียนคอลัมน์นี้ ผมก็ยังคิดว่าเรื่องนี้มีทั้งที่เป็นจริงได้และไม่จริงได้พอๆ กัน เรื่องสำคัญก็คือ หลักฐานที่จะต้องพิสูจน์มาให้ได้
แต่กลายเป็นว่าข่าวเรื่องนี้กลายเป็นข่าวขบวนการกล่าวหาเรื่องการไซฟ่อนเงินเสียมากกว่าข่าวไซฟ่อนเงินเสียเอง
ความแปลกประหลาดใจเรื่องต่อมาก็คือ ก่อนหน้าเรื่องนี้ไม่นาน เรื่องราวของการสร้างแนวร่วมที่เรียกว่าภาคีต่อต้านคอร์รัปชั่น นั้นก็ดูเหมือนจะจุดติดขึ้นมาเหมือนกัน จากการรุมกดดันช่องสามและคุณสรยุทธให้งดจัดรายการหลังจากที่ถูกระบุความผิดโดยหน่วยงานตรวจสอบของรัฐแห่งหนึ่ง (แต่คดียังไม่ถึงที่สิ้นสุด) แต่เอาเข้าจริงกลับกลายเป็นว่า สุดท้าย ช่องสามก็ยังคงยืนยันที่จะร่วมงานกับคุณสรยุทธเช่นเคย และเรื่องราวของการถอนโฆษณาต่างๆ นั้นก็ดูจะเงียบๆ ต่อไป
ประเด็นใหญ่ที่ต้องตั้งคำถามก็คือ ตกลงบ้านเมืองนี้ไม่สนใจเรื่องคอร์รัปชั่นกันจริงๆ จังๆ หรือไม่ นี่คือความเสื่อมถอยของสังคมแล้วใช่ไหม ?
หรือว่าการจะเล่นเรื่องคอร์รัปชั่นนั้นคงจะต้องมีเงื่อนไของค์ประกอบหลายประการที่จะนำไปสู่การโค่นล้มและกำกับรัฐบาล ?
อย่าลืมว่า เรื่องการคอร์รัปชั่นนี้ไปๆ มาๆ ได้กลายเป็นลักษณะของศีลธรรมแบบก้ำกึ่งระหว่างทางโลกกับทางธรรมมาโดยตลอด หากเราจะเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับเรื่องทางการเมือง
กล่าวคือ อย่าลืมว่ารัฐบาลเองก็ชอบที่จะเข้าร่วมและรณรงค์เรื่องการต่อต้านการคอร์รัปชั่น
ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนั้นก็ชอบที่จะพูดเรื่องการคอร์รัปชั่น
นักธุรกิจ และป้ายส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีคุณธรรมก็ล้วนเกี่ยวเนื่องกับการต่อต้านคอร์รัปชั่น มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง
แต่คำถามคาใจเสมอๆ ที่บ่อยครั้งสร้างอำนาจและโอกาสให้การเมืองสายต่อต้านคอร์รัปชั่นเติบโตนั้นก็คือ มติมหาชนที่ยอมรับว่ามีการคอร์รัปชั่น และก็ดูเหมือนกับว่าจะยอมรับการคอร์รัปชั่นไปในตัวด้วย(เมื่อเทียบกับปัญหาปากท้อง) ซึ่งเมื่อข่าวแนวนี้ออกมาทีไร ก็จะทำให้เกิดการตัดพ้อต่อว่าสังคมว่าคุณธรรมของสังคมนั้นเสื่อมถอยลงทุกที
บางครั้งก็เกิดปัญหาว่าการกระทำบางอย่างขัดกับสิ่งที่เราเชื่อ แต่เมื่อพิจารณาตามตัวกฎหมายแล้วก็รอดไปได้
ทางออกที่ผ่านมาเรามักจะไปในทางใดทางหนึ่ง ทางแรกคือ เชื่อว่าหลักศีลธรรมทางธรรมนั้นเท่ากับทางโลก คือใช้แทนกันไปเลย แต่ในอีกทางหนึ่ง เราก็รู้สึกว่าหลักศีลธรรมทางโลกคือข้อกฎหมายและสถาบันต่างๆ ที่ถูกจัดขึ้นมานั้น บางครั้งก็มีเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่กระบวนการพิจารณา แต่ในบางครั้งก็มีไว้แล้วมันทำให้ขัดข้องและสวนทางกับความรู้สึก
เรื่องนี้ทางออกคงไม่ง่ายนัก แต่ทางที่ดีคงต้องใช้สำนวนวัยรุ่นวันนี้ที่เรียกว่า "อย่าดราม่า" มากนัก และให้เน้นไปที่ความเชื่อมั่นและร่วมกดดันกระบวนการยุติธรรมทางโลกว่า จะต้องผดุงไว้ซึ่งทั้งหลักของความจริงและความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาไปพร้อมๆ กัน เพราะสิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดกับเราเองได้ในแง่ของผู้ที่ถูกกล่าวหาเช่นกันสักวันหนึ่ง และเมื่อเราเข้าใจสิ่งนี้เราก็จะเข้าใจหลักการความเท่าเทียมและเป็นธรรมกับทุกคนซึ่งเป็นหลักที่สำคัญของกระบวนการประชาธิปไตยเช่นกัน



