ข่าว

บริจาคเอาบุญ?

บริจาคเอาบุญ?

23 ต.ค. 2555

ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : บริจาคเอาบุญ? : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ

          ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของบ้านเมือง อย่างเห็นได้ชัดเจนมากในช่วงหลังปี พ.ศ. 2510 เศรษฐกิจที่ขยายตัวเติบโตอย่างรวดเร็วส่งผลให้ ย่านการค้าสำคัญในอดีตกลายเป็นพื้นที่คับแคบแออัด มีการเกิดใหม่ของหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจหลายต่อหลายแห่ง ทำให้สถานที่ทำการของหน่วยงานเหล่านั้นแยกกันอยู่กระจัดกระจาย ลำบากต่อการป้องกันรักษาความปลอดภัย และยากต่อการที่ประชาชนจะต้องไปติดต่อ เพื่อให้ธุระเสร็จสิ้นลงไปในระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งวัน

 

          บวกกับปัญหาของสถานที่ราชการหลายแห่ง เริ่มมีความแออัดไม่เพียงพอต่อการให้บริการประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น แนวคิดในการรวมเอาสถานที่ราชการเข้ามาไว้ในพื้นที่เดียวกันจึงเริ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดหรืออำเภอที่ห่างไกล คำว่า “ศูนย์ราชการ” จึงเริ่มเกิดขึ้นนับแต่นั้นมา

          นอกเหนือไปจากศูนย์ราชการแล้ว ยังมีการย้ายสถานที่สำคัญของแต่ละพื้นที่เกิดขึ้นอีกหลายแห่ง เช่น การย้ายสถานีขนส่งจากเดิมซึ่งเคยอยู่ในเมืองเก่า เริ่มมีความแออัดและการจราจรติดขัด ออกไปยังแห่งใหม่ที่มักจะอยู่นอกเมืองห่างไกลความเจริญ เป็นต้น โดยที่การย้ายสถานที่ราชการหรือหน่วยงานที่ทำงานด้านการบริการเหล่านั้น  ที่ดินที่ได้มาเกือบทั้งหมดมาจากการบริจาคของประชาชน มีน้อยแห่งมากที่จะเป็นที่ดินของหน่วยงานราชการด้วยกัน

          เกือบทุกครั้งที่มีผู้บริจาคที่ดินเพื่อปลูกสร้างสถานที่ราชการ หรือหน่วยงานที่ให้บริการแก่ประชาชน ก็มักจะได้รับการต่อต้านว่าเป็นสถานที่รกร้างห่างไกล ยากต่อการเดินทางเพื่อไปขอรับบริการด้านต่างๆ และในอีกมุมหนึ่งเช่นกันก็จะมีข้อครหาว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ของการคัดค้านการย้ายหน่วยงานนั้นเป็นผู้เสียผลประโยชน์ทางธุรกิจ

          ในขณะเดียวกันผู้ที่บริจาคก็จะได้รับการกล่าวขานถึงในแง่มุมที่ดีว่า เป็นผู้เสียสละยอมมอบที่ดินหรือทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาลให้แก่สาธารณะ แต่บางครั้งยังกลับต้องมาถูกโจมตีให้เสียหายไปเสียอีก อาจจะส่งผลให้คนที่ตั้งใจทำความดีเพื่อสังคมต้องเสียกำลังใจ

          แต่ในแง่มุมของธุรกิจหากการบริจาคนั้น เป็นการบริจาคส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่ เจ้าของที่ดินซึ่งเป็นผู้บริจาคย่อมได้รับผลบุญจากการบริจาคอย่างรวดเร็วทันตาเห็นโดยที่ไม่ต้องไปรอถึงชาติหน้า เพราะทันทีที่ส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงใหญ่กลายเป็นศูนย์ราชการหรือสถานีขนส่ง   ที่ดินส่วนที่เหลือซึ่งอยู่รายรอบที่ดินแปลงที่บริจาคก็ย่อมมีราคาประเมินที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว

 

          การบริจาคที่ดินเพื่อสาธารณกุศลในบางครั้ง จึงมิได้เป็นการทำบุญเพื่อสาธารณกุศลด้วยจิตอันเป็นกุศลแท้จริงโดยมิได้หวังส่วนบุญ แต่เป็นการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินได้เป็นอย่างดีได้ด้วยเช่นกัน ส่วนจะเข้าข่าย “ทำบุญเอาหน้า ภาวนากันตาย” หรือไม่ คงต้องดูเจตนาและผลกรรมประกอบไปพร้อมกันด้วย อ่านเรื่องนี้จบแล้วไม่ต้องไปคิดถึงการบริจาคที่ดินแปลงห่างไกล เพื่อสร้างสนามกีฬาจนถูกครหากันอยู่ทุกวันนี้นะครับ เพราะยืนยันได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกันด้วยประการทั้งปวงครับ

 

 

--------------------

(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : บริจาคเอาบุญ? : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)