
ไม่ว่าโอบามาหรือรอมนีย์จะได้เห็นหนังบู๊แน่
ไม่ว่าโอบามาหรือรอมนีย์จะได้เห็นหนังบู๊แน่ : หน้าต่างอาเซียนโดยทนง ขันทอง
วันนี้จะเป็นการดีเบตหรือโต้โวหารการเมืองนัดสุดท้ายที่ฟลอริดา ระหว่างประธานาธิบดี บารัก โอบามา และผู้ท้าชิงนายมิตต์ รอมนีย์ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในวันที่ 6 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ บอกได้คำเดียวว่า เป็นการชี้ชะตา ใครดีใครอยู่
ดีเบตนัดแรกที่รัฐโคโลราโดถกกันเรื่องเศรษฐกิจล้วนๆ ปรากฏว่า รอมนีย์ทำได้ดีกว่า คะแนนความนิยมตีตื้นขึ้นมาได้อย่างน่าใจหาย ส่วนโอบามาประมาทเลินเล่อ คอยแต่ตีกรรเชียง เพราะคิดว่าคะแนนความนิยมนำอยู่ ไม่อยากจะเปลืองตัวเองลงไปคลุกกับฝุ่น ทำให้รอมนีย์ถือโอกาสรุก ดีเบตนัดที่สองที่รัฐนิวยอร์กในรูปแบบ ทาวน์ฮอลล์ มิตติ้ง (townhall meeting) โดยเปิดโอกาสให้ผู้ฟังที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร 80 กว่าคน เข้ามาร่วมฟัง ร่วมตั้งคำถามด้วยในบรรยากาศที่เป็นกันเองมากกว่า ปรากฏว่าโอบามาทำได้ดี เพราะเป็นรูปแบบที่เขาถนัด โอบามาเป็นนักพูด นักหว่านล้อมให้ผู้คนคล้อยตามอยู่แล้ว ทำให้คะแนนความนิยมโอบามากลัยคืนมา
อย่างไรเสีย ขณะนี้บอกไม่ได้ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป เพราะคะแนนสูสีมาก คล้ายๆ กับช่วงที่ นายจอร์จ บุช ผู้ลูกแข่งกับ นายอัล กอร์ ท้ายที่สุดต้องมาชิงดำกันที่รัฐฟลอริดา บุชเฉือนอัลกอร์ไปไม่กี่พันคะแนน ท่ามกลางการเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการเลือกตั้งที่ตุกติก เถียงกันว่าต้องมีการนับคะแนนใหม่ อย่างว่า เจบ บุช น้องชาย จอร์จ บุช เป็นผู้ว่ารัฐฟลอริดาก็ต้องช่วยเหลือพี่ชายเป็นธรรมดา
บุชได้ฟลอริดา ซึ่งมีคะแนนอิเล็กทอรัล คอลเลจ (Electoral College) ไปเป็นกอบเป็นกำ ทำให้ชนะตำแหน่งประธานาธิบดีในที่สุด แม้ว่าถ้านับตามนะแนนความนิยมแล้ว (popular votes) อัล กอร์ ได้คะแนนมากกว่า แต่นับรวมคะแนนอิเล็กทอรัล คอลเลจแล้ว บุชได้มากกว่า
หัวข้อดีเบตวันนี้ระหว่างโอบามา และรอมนีย์จะเป็นเรื่องนโยบายต่างประเทศ คาดการณ์ว่าจะเผ็ดร้อนดุเดือดที่สุด เพราะว่าเป็นดีเบตนัดส่งท้าย จริงๆ แล้วตามเนื้อผ้า ทั้งคู่ไม่ได้มีความแตกต่างทางนโยบายต่างประเทศอะไรมากมาย รอมนีย์เพียงแค่ต้องการโชว์ว่า ถ้าได้เป็นประธานาธิบดีจะฟื้นความเป็นมหาอำนาจโลกของสหรัฐกลับมา ทั้งๆ ที่ตอนนี้ก็เป็นเจ้าโลกอยู่แล้ว
รอมนีย์หาเสียงหลายครั้งออกในแนวทหารกล้า ไม่ลดงบประมาณทหาร ซึ่งปีหนึ่งใช้ไปประมาณ 7 แสนล้านดอลลาร์ ถ้ารวมกับงบประมาณความมั่นคงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทหารอีก 7แสนล้านดอลลาร์ รวมเบ็ดเสร็จแล้วก็ประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ เกือบจะครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งหมด
รอมนีย์ต้องการเปิดตลาดใหม่ที่อเมริกาใต้ ต้องการถล่มอิหร่านเต็มแก่ และพร้อมลุยจีนเรื่องค่าเงินหยวนที่ผูกแน่นกับค่าเงินดอลลาร์ ทำให้จีนส่งออกได้เปรียบ ส่วนโอบามาก็ดำเนินนโยบายไปในทิศทางนี้อยู่แล้ว พร้อมกับเร่งเสริมฐานทัพในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อทำการปิดล้อมจีน ขณะนี้เรือรบยูเอสเอส จอร์จ วอชิงตัน กำลังป้วนเปี้ยนย่านนี้ เพื่อสนับสนุนพันธมิตรในภูมิภาคนี้ เพื่อทำการกดดันจีนต่อไป
หลังเลือกตั้ง ไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดี คงจะได้เห็นหนังบู๊แน่ๆ



