
มอง3จีให้มีสี
มอง3จีให้มีสี : ว่ายทวนอารมณ์ โดยใบตองแห้ง [email protected]
กระแสคัดค้านการประมูล 3จี กำลังร้อนแรง จากที่ อ.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ระบุว่า ประเทศชาติเสียหาย 1.6 หมื่นล้านบาท ล่าสุด มัลลิกา บุญมีตระกูล จิ้มเครื่องคิดเลขได้ถึง 6.7 แสนล้านบาท โดยเทียบง่ายๆ จากค่าสัมปทานที่บริษัทมือถือเคยจ่ายให้ ทีโอที กับ แคท
เรื่องน่าสังเกตคือ หัวขบวนเคลื่อนไหวเรื่องนี้ ล้วนมาจากผู้ที่เคยต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” แม้ไม่ใช่ทั้งหมดของพันธมิตร และไม่ใช่พันธมิตรเสียทั้งหมด สุริยะใส กตะศิลา, สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ พรรคประชาธิปัตย์ นักวิชาการ และสื่อหน้าเดิมๆ แถมยังใช้กลไกเดิมๆ เช่น ฟ้องศาลปกครอง
ขณะที่นักคิดนักเคลื่อนไหว “แดงอิสระ” อยู่ฝ่ายลุ้นให้การประมูลลุล่วงไปเสียมากกว่า
อันที่จริง 3จี ไม่น่ามีสี เพราะ 11 กสทช.ชุดนี้ ก็มาจาก พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่ออกปี 2553 ในรัฐบาลประชาธิปัตย์ วุฒิสภาคัดเลือกจากผู้ได้รับการสรรหา 44 คน โดย 22 คนมาจากองค์กร สมาคม สถาบันการศึกษา ที่เกี่ยวข้อง อีก 22 คนมาจากคณะกรรมการสรรหาที่เอ็นจีโอ เช่น กป.อพช. สหพันธ์คุ้มครองผู้บริโภค ฯลฯ มีส่วนร่วม
พูดง่ายๆ คือ ไม่มีคนของ “ระบอบทักษิณ” แทรกมาแม้แต่น้อย พูดภาษาเสื้อแดงก็เป็น “กลไกอำมาตย์” เพราะเป็นทหารเสียเกือบหมด เป็นเอ็นจีโออยู่ 2 คน เมื่อปีที่แล้ววุฒิสภาเลือกเสร็จ รัฐบาลนี้เข้ามาพอดี ยังกลัวกันว่ายิ่งลักษณ์จะไม่นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ และจะเข้ามาแทรกแซง ปชป.ยังขู่ว่า ถ้าไม่นำชื่อทูลเกล้าฯ จะมีความผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
แล้วตอนนี้เป็นไง ฮิฮิ
หากไม่นับพรรคประชาธิปัตย์ ที่ฉวยโอกาสปัดเรื่องพ้นตัว ทั้งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายและการสรรหา กสทช.มากกว่าคนอื่น แถมตอนล้มประมูล 3จี สองปีที่แล้ว แคท ก็เอาคลื่น 3จี ไปประเคนทรู หน้าตาเฉย เป็นเรื่องอื้อฉาวยังสอบสวนกันถึงวันนี้ (มัลลิกาน่าจะจำได้ เพราะเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีไอซีที จุติ ไกรฤกษ์ อยู่ตอนนั้น)
กล่าวได้ว่า ผู้คัดค้านการประมูล 3จี ทั้งหลาย ที่จริงก็คัดค้านด้วยทัศนะของพวกเขาเอง ที่ไม่มีเจตนาแยกสีเหลืองแดงแม้แต่น้อย เพียงแต่มองให้ลึกลงไป ทัศนะเช่นนี้แหละคือที่มาของความเป็น “เหลือง”
ถ้ามองอย่างผิวเผิน ผู้คัดค้านการประมูล 3จี เป็นผู้ที่น่ายกย่อง ปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ บาทเดียวสลึงเดียวไม่ยอมให้ทุจริต แต่น่าเศร้าจัง สังคมไทยเสื่อมทราม ประชาชนส่วนใหญ่ไร้ศีลธรรม เป็นไปตามโพลล์ที่ว่า ยอมรับคนโกงถ้าตัวเองได้ประโยชน์ กรณีนี้ก็คือ อยากใช้ 3จี จนตัวสั่น กระทั่งยอมให้ฮั้วกัน
แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ
ทัศนะของผู้คัดค้านมองว่า การประมูล 3จี จะต้องฟันเงินจาก “นายทุน” ให้ได้สูงสุด เพราะเมื่อพวกมันได้คลื่นไปแล้วก็จะกอบโกยผลกำไรมหาศาล ไม่เชื่อหรอกว่าได้คลื่นไปถูกๆ แล้วจะยอมให้ประชาชนใช้ในราคาถูก
ฉะนั้นพวกเขาจึงไม่เห็นด้วยที่ 3 บริษัทได้คลื่นไปรายละ 15 เมกะเฮิรตซ์ ถือว่า “ฮั้วกัน” ต้องแบ่งคลื่นเป็น 20-20-5 หรือ 20-15-10 เพื่อให้แก่งแย่งกัน หรือประมูลในสูตร N-1 เพื่อให้เอไอเอส ทรู ดีแทค ฆ่ากันตาย
แต่ถามว่า ถ้ามีใครตาย 1 ราย แล้วเหลือ 2 รายผูกขาดไป 15 ปี มันคือหลักประกันสำหรับผู้บริโภคหรือครับ
กสทช.จึงบอกว่า นี่เป็นการ “จัดสรร” ไม่ใช่ขายขาด กสทช.ยังมีอำนาจกำกับดูแล กำหนดค่าบริการ ส่วนที่น่าติติง กสทช.มีประการเดียวเท่านั้นคือ ตั้งราคาขั้นต่ำ ต่ำไปหน่อย 5 เมกะเฮิรตซ์เพียง 4,500 ล้าน แต่นั่นก็ต้องกดดันให้ กสทช.กำหนดค่าบริการให้ถูกลงอีก ไม่เช่นนั้นก็ฟ้องศาลปกครองได้ ตามที่ศาลชี้ไว้แล้ว
ไม่ใช่จะมาฟาดงวงฟาดงา มองว่า “ฮั้วกัน” พาลล้มประมูล แล้วประเทศถอยหลังไปถึงไหนไม่สนใจ ไม่มองว่าการได้ใช้ 3จี เร็วก็คือผลประโยชน์ของประเทศชาติเช่นกัน (เมื่อ 2 ปีที่แล้วก่อนล้มประมูลก็มีการปลุกกระแสว่า ทีโอที กับ แคท จะเจ๊ง “ประเทศชาติเสียหาย” เพราะเอกชนได้ใบอนุญาตแล้วผ่องถ่ายลูกค้าจากสัมปทานเดิม)
3จี ไม่ใช่เรื่องมีสี แต่สะท้อนทัศนะของ “เหลือง” ส่วนหนึ่งที่อยู่ในแนวเอ็นจีโอตกขอบ มองการขยายตัวของทุนนิยมโลกาภิวัตน์เป็นเรื่อง “สามานย์” เสียหมด ซึ่งความจริงมันก็ไม่ใสสะอาดหรอก แต่อะไรเป็นประโยชน์ก็ต้องแยกแยะ และไม่ใช่ผูกขาดศีลธรรมจนมองคนเห็นต่างกับพวกเขากลายเป็นยอมรับคนโกงไปเสียหมด



