ข่าว

ผู้ตรวจการแผ่นดิน:ยักษ์ที่ตื่นแล้ว!!!

ผู้ตรวจการแผ่นดิน:ยักษ์ที่ตื่นแล้ว!!!

21 ต.ค. 2555

ผู้ตรวจการแผ่นดิน:ยักษ์ที่ตื่นแล้ว!!! : ชนิกานต์ พุ่มหิรัญ , อรรถภูมิ อองกุลนะรายงาน

                "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" หนึ่งในองค์กรอิสระที่ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 ซึ่งเริ่มปักหลักตอกเสาเข็มตั้งแต่ช่วงปี 2542 ภายใต้ชื่อ "ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา" แต่เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2550 คลอดออกมาสำเร็จ องค์กรนี้จึงมีชื่อเรียกว่า "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" จนถึงปัจจุบัน
   
หากเปรียบเทียบจากองค์กรอิสระทั้งหมด "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ถือเป็นองค์กรอิสระที่ถูกพูดถึง "น้อยที่สุด" หากหลายคนไม่ได้ติดตามการเมือง แวดวงกฎหมาย ยิ่งแทบจะไม่เคยรู้จักบทบาทและอำนาจหน้าที่ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" เลยด้วยซ้ำ
   
              เปรียบเสมือนเป็น "ยักษ์หลับ" มีอำนาจที่กฎหมายมอบไว้ในมือ เพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของหลายองค์กร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ โดยจะเน้นหนักในการตรวจสอบเรื่องจริยธรรมและความประพฤติของผู้มีอำนาจในบ้านเมือง แต่กลับไม่ใช้
   
              "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" จึงถูกหมายหัวอันดับหนึ่ง ในองค์กรอิสระที่สมควรถูก "ยุบทิ้ง" มากที่สุด!!!
   
              ทว่าตลอด 1 ปี ที่ผ่านมา "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ภายใต้การกุมบังเหียนของ “นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ” “นายศรีราชา เจริญพานิช” และ “นายประวิช รัตนเพียร” ร่วมคณะ ก็กลับเริ่มมีบทบาททางสังคมมากยิ่งขึ้น ภายหลังเริ่มตื่นตัว เป็นพระเอกตรวจสอบพฤติกรรมเหล่าบรรดานักการเมืองและข้าราชการในการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ
   
              เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน "เฉลิมศักดิ์ จันทรทิม" ให้ความเห็นว่า ในอดีตสังคมไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องของการตรวจสอบคุณธรรมจริยธรรม ประชาชนรู้เพียงอย่างเดียวว่า ใครทำผิดก็ใช้อำนาจศาลเป็นผู้ตัดสินเท่านั้น และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ตรวจการแผ่นดินตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร จึงทำให้ผู้ตรวจการแผ่นดินยังไม่มีบทบาทเท่าที่ควร แต่ในปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไป ทัศนคติของคนในสังคมก็เปลี่ยนไป คนในสังคมเริ่มเน้นหนักในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมมากยิ่งขึ้น
   
              “รัฐธรรมนูญปี 50 ได้เพิ่มอำนาจหน้าที่ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบคุณธรรมจริยธรรม ให้อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ยิ่งไปว่านั้น เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินเข้ามาตรวจสอบพฤติกรรมของนักการเมืองและข้าราชการอย่างตรงไปตรงมา จึงส่งผลให้ประชาชนไว้วางใจมากยิ่งขึ้น ผู้ตรวจการฯ จึงเปรียบเสมือนองค์กรที่เป็นตัวกลางคอยหล่อลื่นประชาธิปไตยให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นในสังคมไทย”
   
              ดังนั้น "ยักษ์หลับ" จึงกลายเป็น "ยักษ์ตื่น" โดดเข้าช่วยเหลือประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้องเรียนด้านจริยธรรมของนายกฯหญิงคนแรกของประเทศ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" กรณี "ว.5 โฟร์ซีซั่นส์" อีกทั้งยังตรวจสอบการแต่งตั้ง "นลินี ทวีสิน" และ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" กรณีเข้ามาบริหารประเทศในตำแหน่งรัฐมนตรี ทั้งที่มีคดีติดตัว
   
              และน่าจับตาอย่างมากคือ การเข้าตรวจสอบกรณีกระทรวงการต่างประเทศออกพาสปอร์ตให้นักโทษหนีคดีอย่าง "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตผู้นำประเทศไทย ซึ่งคดีนี้ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" มีมติให้ทบทวนการออกพาสปอร์ต เพราะถือเป็นการกระทำโดยมิชอบ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศยังแบ่งรับแบ่งสู้ ขอขยายเวลาไปอีก 30 วัน แต่หากกระทรวงไม่ทำตามอาจถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และอาจลามไปถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ด้วย ก็เป็นได้
   
              ขณะที่หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ “สมศักดิ์ โกศัยสุข” ผู้ที่ยื่นให้ตรวจสอบการออกพาสปอร์ตให้ “ทักษิณ” บอกว่า ผู้ตรวจการฯถือเป็นองค์กรอิสระตามระบอบประชาธิปไตย ที่มีอำนาจในการตรวจสอบพฤติกรรมของนักการเมือง ข้าราชการ ที่ลุแก่อำนาจ ประชาชนไม่สามารถยื่นตรวจสอบเองได้ เพราะข้าราชการประจำมักให้เหตุผลว่า ประชาชนไม่ใช่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นจึงต้องยื่นผ่านองค์กรอิสระเหล่านี้ ตรวจสอบให้
   
              “เมื่อประชาชนมีความศรัทธาต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ประชาชนก็มาใช้บริการช่องทางนี้ เสมือนเป็นกลไกของภาคประชาชนในการใช้สิทธิเสรีภาพให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ถือเป็นตัวกลางในการตรวจสอบก่อนถึงมือศาลในการตัดสินชี้ขาด ผมอยากเห็นกฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ถ้ากลไกขององค์กรอิสระทำงานอย่างเข้มงวด บ้านเมืองเราก็จะเดินต่อไปได้”
   
              อย่างไรก็ตาม "คณิน บุญสุวรรณ" อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 40 นักวิชาการที่ใกล้ชิดคนเสื้อแดง มองในทางตรงข้าม โดยบอกว่า องค์กรอิสระที่สามารถตรวจสอบอำนาจรัฐมีทั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน อยู่แล้ว สำหรับผู้ตรวจการฯ มีอำนาจเพียงการเสนอความเห็นในประเด็นที่เห็นความไม่ถูกต้องให้แก่รัฐสภาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อ “ช่วยเหลือ” ประชาชนอีกทางหนึ่ง แต่ไม่มีอำนาจที่จะเรียกใครมาสอบสวนอย่างที่เป็นอยู่ ทั้งนี้ที่ผ่านมามีแต่เรื่องของจริยธรรมที่ค่อนข้างจะเป็นนามธรรมมาก ไม่มีหลักฐานใดๆ พอจะชี้มูลเลย
   
              “ถ้ามองเป็นเรื่องการเมือง ก็ต้องเรียกว่า องค์กรอื่นถูกใช้มามากแล้ว จึงถึงคราวผู้ตรวจฯ ต้องออกโรงบ้าง โดยยกระดับอำนาจที่มีอยู่ เรียกคนนั้นคนนี้มาสอบ ทั้งที่อำนาจมีเพียงเสนอความเห็น ซึ่งยิ่งเพิ่มอำนาจให้หน่วยงานใดมากกว่าปกติ ระบบตรวจสอบจะยิ่งพังและเสียหาย”
   
              จากนี้ก็ต้องจับตาดู “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” “ยักษ์ที่ตื่นแล้ว” ว่าจะทำงานได้อย่างมีอิสระ ปราศจากการเมืองครอบงำ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้มากน้อยเพียงใด??

....................

 

(หมายเหตุ : ผู้ตรวจการแผ่นดิน:ยักษ์ที่ตื่นแล้ว!!!  : ชนิกานต์ พุ่มหิรัญ , อรรถภูมิ อองกุลนะรายงาน)