ข่าว

'มาร์ค'ติงรบ.จัดสานเสวนาไม่เป็นกลาง

'มาร์ค'ติงรบ.จัดสานเสวนาไม่เป็นกลาง

20 ต.ค. 2555

'อภิสิทธิ์' ติง 'รบ.' จัดเวทีสานเสวนาผลาญงบฯ-ไม่เป็นกลาง หลังมอบ 'สุธรรม-อดิศร' เป็นวิทยากร เชื่อหวังผลการเมือง-แก้รธน.

                       20 ต.ค.55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค่านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการจัดเวทีสานเสวนาของรัฐบาลที่ มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ดำเนินการจัดเสวนาทั่วประเทศยกเว้นภาคใต้ ว่า ตนมองว่า ไม่ใช่การจัดเสวนาแต่ เป็นการเอางบประมาณไปจัดเวทีปราศรัยของพรรคเพื่อไทยมากกว่า เพื่อหวังผลทางการเมือง ในเรื่องชายชุดดำ การออกกฎหมายล้างผิด เพื่อนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญ

                       “อยากให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ดูคู่มือของสถาบันพระปกเกล้า ที่กำหนดวิธีการจัดสานเสวนา รวมถึงวิทยากรต้องมีความเป็นกลาง แต่เมื่อดูจากรายชื่อที่รัฐบาลจะให้นายสุธรรม แสงประทุม และนายอดิศร เพียงเกศ เป็นวิทยากรนั้น ก็ไม่มีความเป็นกลางแล้ว รวมถึงบุคคลที่เข้าร่วมฟังต้องมีความหลากหลายด้วย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ได้ส่ง เอสเอ็มเอสให้สมาชิกพรรค ติดตามการจัดเวทีสานเสวนาในทุกพื้นที่ โดยพรรคประชาธิปัตย์จะไม่จัดเวทีประกบ แต่การจัดเวที ผ่าความจริงก็จะมีการจัดเวทีตามปกติในทุกพื้นที่” ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าว

 

'อภิสิทธิ์' แนะ ครม.สัญจรสมุย สานต่อโครงการเดิม

                       นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการจัดประชุมคณะรัฐมนตรี ( ครม.) สัญจรที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช ว่า อยากให้รัฐบาลสานต่อ โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว และฟื้นฟู ซ่อมแซม ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและจัดหาแหล่งน้ำดิบ สำหรับอุปโภคและบริโภคโดย เฉพาะพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฏร์ธานี ซึ่งเข้าใจว่ารัฐบาลที่จะไปพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยว ส่วนโครงการก่อสร้างสนามบินดอนสัก ที่สุราษฎร์ธานี นั้น ตนไม่ทราบมีที่มาของโครงการอย่างไร แต่อยากให้ทุกโครงการดำเนินการบนพื้นฐานความต้องการของชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมกันนี้ ตนยืนยันจะไม่มีมวลชนผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ไปต่อต้านการลงพื้นที่ของ ครม.แต่อาจจะมีชาวบ้านไปยื่นหนังสือร้องเรียนปัญหาความเดือดร้อน

 

'มัลลิกา' ตั้งคำถาม 8 ข้อ ปมประมูล '3จี'

                       น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ตนตั้งข้อสังเกตกรณีการประมูลคลื่นความถี่ "3 จี" เอาไว้ก่อนที่ศาลปกครองจะมีการพิจารณาคำร้อง ว่าจะให้ระงับและไต่สวนฉุกเฉินกรณีประมูล 3จี ที่เป็นคำร้องของกลุ่ม GREEN วันจันทร์ที่ 22 ต.ค.นี้ คือ 1. มีการแข่งขันราคากันจริงหรือไม่ เมื่อเห็นว่าไม่เกิดการแข่งขันราคาระหว่างการประมูล หรือเห็นว่ารายได้น้อยไป ซึ่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีสิทธิยกเลิกได้แต่เหตุใดกลับไม่ยกเลิก

                       น.ส.มัลลิกา กล่าวว่า 2. น่าสังเกตว่ามีการสมยอมราคากันหรือไม่- ฮั้วกันหรือไม่” แม้ กสทช. จะอ้างว่าในเหตุการณ์วันประมูลไม่มีพฤติกรรมนี้ แต่เมื่อมีผู้ตั้งข้อสงสัยและหากมีหลักฐานใหม่ จะยกเลิกหรือไม่แก้ไขอย่างไร  3.การที่กรรมการเสียงข้างมากลงมติ ทั้งที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติการณ์การเคาะราคาไม่แข่งขันเพราะจัดสรรกันครบรายนั้น จะเป็นมติที่ถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และเป็นการมิชอบหรือไม่เพราะคำสั่งทางปกครองนั้น ความจริงแล้วต้องมีข้อเท็จจริงครบ แต่บัดนี้ได้ปรากฎหลักฐานคือ วาระการประชุมลงมติรับรองของกรรมการ 5 คนนั้น มีบันทึกการประชุมข้อโต้แย้งของ กสทช. 1 คนไว้แล้ว 4. กรณีที่เอกชนรีบจ่ายเงิน 50% และ กสทช. ประกาศรีบส่งเงินนั้นเข้าคลังเพื่อให้ใบอนุญาต 3 จี เป็นพฤติการณ์อันส่อพิรุธหรือไม่ 5.กสทช. สามารถอธิบายได้หรือไม่ว่า ตรงไหนที่ไม่ทำให้รัฐเสียหาย เมื่อเทียบกับสัมปทานที่เคยออกจาก TOT+CAT เทียบกันแล้ว รายได้รัฐหายไป 14 ปี จากใบอนุญาต 15 ปี 6. กสทช. มีหลักประกันใดต่อผู้บริโภค ผู้ใช้มือถือ และคนไทยทั้งประเทศผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรว่า เอกชนเมื่อได้ประมูลราคาต่ำไปแล้วเขาจะทำการลดค่าโทร ค่าใช้บริการ ให้ผู้บริโภคหรือไม่

                       น.ส.มัลลิกา กล่าวว่า 7. กสทช. อ้างประโยชน์ประชาชนในการใช้อำนาจ จึงขอให้ช่วยคำนวณและอธิบายได้หรือไม่ว่า รายได้ที่หากเทียบกับระบบสัมปทานเดิมที่เอกชนเคยจ่ายให้รัฐ (TOT+CAT) ในสัมปทาน 15 ปี ส่งปีละ 48,000 ล้านบาท คูณ 15 ปี เท่ากับ 720,000 ล้านบาท แต่ที่ กสทช. ทำอยู่ขณะนี้ 42,000 ล้านบาท ทั้ง 15 ปี ดังนั้นตัวเลข 720,000 - 42,000 เป็นรายได้หายไป 678,000 ล้านบาท ตรงนี้ถือเป็นรายได้ที่จะนำไปพัฒนาประเทศเพื่อประโยชน์ประชาชนได้มหาศาล แต่กสทช. ชดเชยตรงนี้อย่างไร และมีใครบางคนที่ไปนั่งเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทเอกชนบางรายนั้น กำลังเป็นที่สังเกตุว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่

                       รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า และ 8. ประเทศไทย คนไทย เคยได้รับบทเรียนอย่างเจ็บปวดมาแล้วจากกรณีนโยบายเปลี่ยนสัมปทานเป็นภาษี ยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี จนเป็นคดีความเพราะใช้นโยบายตั้งกระทรวงใหม่มารองรับ แล้วออกนโยบายจนสร้างความเสียหายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่บริษัทมือถือ และเป็นหนึ่งในคดีที่ศาลออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่จนถึงทุกวันนี้

 

                       “ ดิฉันขอให้กำลังใจ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่กล้าออกมาให้ข้อมูลท้วงติงและขอเตือน กสทช. ว่า น.ส.สุภา มีหน้าที่โดยตรงเพราะจะตกเป็นผู้เสียหายแน่นอน อันเนื่องจากเป็นผู้มีหน้าที่ตรวจสอบควบคุมรายได้เข้ารัฐ หากรายได้เข้ารัฐน้อยเกินจริง เธอจะมีความผิดต่อหน้าที่ไปด้วย” น.ส.มัลลิกา กล่าว

 

ปชป. จี้ 'ยิ่งลักษณ์-เฉลิม-อดุลย์' สอบวินัย 'คำรณวิทย์'

                       นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ มอบหมายให้ตนเองไปยื่นหนังสือเพื่อสอบวินัยร้ายแรงพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กรณีที่เดินทางไปยังประเทศฮ่องกงเพื่อให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประดับยศพลตำรจโท ต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่แทนปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือชี้แจงกลับมาว่า ได้ส่งเรื่องไปถึงนายกรัฐมนตรีรับทราบแล้ว แต่ขณะนี้ได้ผ่านมาระยะหนึ่ง ก็ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัย จึงขอเรียกร้องผ่านไปยังนายกรัฐมนตรี

                       “ทั้งนี้เพื่อให้เร่งรัดผ่านไปยังพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพราะคดีดังกล่าวเป็นที่จับตาของสังคม ที่ต้องการคำอธิบาย เพราะเป็นที่เคลือบแคลงสงสัย อย่าดึงเวลาหรือถ่วงเวลา รวมทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องเร่งดำเนินการให้มีการสอบสวน ทำความกระจ่างปรากฏต่อสังคมรับทราบ ด้วยเพราะถือเป็นความผิดวินัยที่ร้ายแรง” รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

 

ซัด'ดีเอสไอ'จ่อเรียก'อภิสิทธิ์-สุเทพ'สอบ'คดี'พัน คำกอง'

                       นายราเมศ รัตนะเชวง แถลงถึงกรณีที่มีรายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เตรียมจะนำสำนวนไต่สวนคดี นายพัน คำกอง ของศาลอาญา มาดำเนินการพิจารณาออกหมายจับ หมายเรียกผู้สั่งการมารับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งหากเป็นจริงถามว่าพนักงานสอบสวนที่ไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย จบมาจากไหน เอาความรู้มาจากไหน เพราะคำสั่งศาลที่ออกมาไม่มีคำพูดใดที่ให้ทหารไปฆ่า นายพัน คำกอง และไม่มีคำสั่งศาลชี้ชัดออกมาใครยิง รวมทั้งคำสั่งศาลไม่เคยระบุว่าใครสั่งนายทหารให้ใช้อาวุธฆ่านายพันด้วย

                       ทั้งนี้ดีเอสไอ จะต้องกลับไปอ่านกฎหมายใหม่ เพราะถ้าศาลออกหมายจับไม่ได้ แต่ดีเอสไอจะออกหมายเรียก แล้วท่านจะเรียกใครไปรับทราบข้อกล่าวหา อย่าทำคดีในลักษณะมีการตั้งธงตามที่มีใครวางไว้ให้ ขอให้เปิดใจกว้างรับฟังความจริงของศาล ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองเดินต่อไปไม่ได้ อย่าคิดว่า ดีเอสไอ ทำอะไรก็ได้ ต้องยึดถือความจริงความถูกต้อง ระวังจะติดคุกเอง พรรคไม่เคยกลัวในการต่อสู้คดี และขอตั้งข้อสังเกตว่า การที่ดีเอสไอ เร่งออกหมายเรียกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ไปรับทราบข้อกล่าวหาเร็วๆ นี้ เพื่อที่จะผลักดัน ร่างพรบ.ปรองดองแห่งชาติ ซึ่งค้างอยู่ในการพิจารณาของสภา ประเด็นดังกล่าวเหมือน ดีเอสไอ พยายามสร้างเงื่อนไข เพื่อให้มองว่าทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์ ถือเป็นวิธีที่ชั่วช้ามาก ซึ่งควรจะต่อสู้แบบตรงไปตรงมา” นายราเมศ กล่าว