
'2แบงก์ใหญ่'นำร่องลดดบ.กู้-ฝาก
แบงก์กรุงเทพ-ไทยพาณิชย์นำร่องลดดอกเบี้ยเงินฝาก-เงินกู้รับผลการประชุมกนง. ขณะที่ภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 3 แบงก์ทั้งระบบกวาดกำไรสุทธิ 44,670 ล้านบาท โต 25.53% ตามสินเชื่อที่เติบโตได้ดี และเอ็นพีแอลลดลง
19ต.ค.2555 นายทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้มีการประกาศปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากทุกประเภท ซึ่งเป็นการปรับลดลงทั้ง 2 ด้าน โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับลดลง 0.125% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) หรือ MLR ลดจาก 7.125% เป็น 7.000% อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) หรือ MOR ลดจาก 7.375%เป็น 7.250% และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) หรือ MRR ลดจาก 7.875% เป็น 7.750%
สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำได้ปรับลดลง 0.125-0.50% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยประเภทประจำ 3 เดือน จาก 1.750-2.250% เป็น 1.750-2.000% เงินฝากประจำ 6 เดือน จาก 2.125-2.625% เป็น 2.000-2.125 %เงินฝากประจำ 12 เดือน จาก 2.500-3.000% เป็น 2.500% เงินฝากประจำ 24 เดือน จาก 3.000-3.125% เป็น 2.750% และเงินฝากประจำ 36 เดือน จาก 3.000-3.250% เป็น 3.000% โดยทั้งหมดมีผลเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2555
ด้านนางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทเงินกู้เอ็มแอลอาร์ลง 0.125% มาอยู่ที่ 7% ต่อปีส่วนเงินกู้ประเภทอื่นไม่ปรับลดลง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 เดือนและ 3 เดือนปรับลดลง 0.10% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 เดือนอยู่ที่ 1.90-2.10% อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือนอยู่ที่ 1.75-2.1% เงินฝากประจำ 6 เดือนและ 12 เดือนลดลง 0.15% เหลือ 2.15-2.35% และ2.50-2.75%ตามลำดับ ส่วนเงินฝากประจำ 24 และ 36 เดือนลดลง 0.35-0.55% เหลือ 2.75% เท่ากัน ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2555 นี้
ในส่วนของธนาคารกสิกรไทยและธนาคารกรุงไทยผู้บริหารระบุว่าจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้อีกครั้งในสัปดาห์หน้า
แบงก์ใหญ่โชว์ไตรมาส 3 กำไรนำโด่ง
สำหรับผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ มีกำไรสุทธิ 44,670.35 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 35,870.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,800.12 ล้านบาท หรือ 25.53% ซึ่งส่วนใหญ่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ มีกำไรปรับตัวดีขึ้นโดยธนาคารไทยพาณิช์มีกำไรสุทธิสูงสุดที่ 10,025 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 20% แต่หากเทียบในแง่ของอัตราการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิแล้ว ธนาคารกรุงไทยมีความโดดเด่นที่สุดโดยในไตรมาส 3 มีกำไรสุทธิ 8,916 ล้านบาท เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น 62.33% ในส่วนของธนาคารกรุงเทพมีกำไรสุทธิน้อยสุดเทียบธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่หรืออยู่ที่ 7,803 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% ขณะที่ธนาคารกสิกรไทยมีกำไรสุทธิ 9,212 ล้านบาท ลดลง 1.66%
ส่วนธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กนั้นธนาคารกรุงศรีอยุธยามีผลประกอบการที่ดูดีโดยมีกำไรสุทธิ 3.76 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.8% ธนาคารทหารไทยมีกำไรสุทธิ 1,437ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.8% กลุ่มทิสโก้มีกำไรสุทธิ 953 ล้านบาท หรือเติบโต 6.0% ขณะที่ทุนธนชาต มีกำไรสุทธิ 1,241 ล้านบาทลดลง 7.18% ธนาคารซีไอเอ็มบีไทยมีกำไรสุทธิ 1,048 เพิ่มขึ้นมากกว่า 200% ธนาคารเกียรนาคินมีกำไรสุทธิ 928 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 7.8% ธนาคารแลรด์แอนด์เฮ้าส์มีกำไรสุทธิ 155 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% ทั้งนี้ผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นของธนาคารพาณิชย์เป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมยังขยายตัวได้ในระดับที่ดีต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่ดีจากตัวเลขเอ็นพีแอลที่ลดลง
ธนาคารกรุงเทพเปิดเผยกำไรสุทธิสาหรับ 9 เดือนแรกปี 2555 จำนวน 24,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,334 ล้านบาท หรือ 15.6% จากช่วงเดียวกันปี 2554 โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 2,327 ล้านบาท รายได้ที่มิใช่ ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 505 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายจากการดาเนินงานเพิ่มขึ้น 1,977 ล้านบาท มาจากการขยายตัวของสินเชื่อที่เติบโตได้ดีต่อเนื่องจากสิ้นปี 2554 โดย ณ สิ้นเดือนกันยายน 2555 ธนาคารมี สินเชื่อจานวน 1,550,269 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79,871 ล้านบาท หรือ 5.4% จากสิ้นเดือนธันวาคม 2554
ธนาคารสามารถรักษาคุณภาพสินเชื่อให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2555 ธนาคารมีสินเชื่อด้อย คุณภาพ 44,758 ล้านบาท ลดลง 586 ล้านบาท จากเดือนมิถุนายน 2555 หรือ 2.6% ของสินเชื่อรวม จากสิ้นเดือนมิถุนายนที่มีร้อยละ 2.7%
ในด้านเงินฝาก ธนาคารมีการนาเสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าอย่าง ต่อเนื่อง ส่งผลให้ในปีนี้ ธนาคารสามารถระดมเงินฝากเพิ่มขึ้น 188,198 ล้านบาท หรือ 11.9% จากสิ้นปี 2554 โดยมีอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากลดลงจาก 92.6% ณ สิ้นปี 2554 เป็น 87.3% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2555
สำหรับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิใน 9 เดือนแรกของปี 2555 มีจำนวน 41,153 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,327 ล้านบาท หรือ 6% จากช่วงเดียวกันของปี 2554 ตามการขยายตัวของสินเชื่อในทุกกลุ่มลูกค้า อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้นจากการที่ต้นทุนและปริมาณเงินฝากเพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายเงินนำส่ง สถาบันคุ้มครองเงินฝากและกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่เพิ่มขึ้น ทำให้ธนาคารมีส่วน ต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิลดลงจาก 2.75% ใน 9 เดือนแรกปี 2554 เป็น 2.59% ใน 9 เดือนแรกปีนี้
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจานวน 23,029 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 505 ล้านบาท หรือ 2.2% ส่วนมากเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศ และกำไรจากการจำหน่าย สินทรัพย์ สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานจำนวน 27,533 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,977 ล้านบาท หรือ 7.7% จาก ช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนมากเพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน ในขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 42.9%
สำหรับเงินกองทุนของธนาคาร เมื่อนับรวมกาไรของไตรมาส 3 เข้าเป็นเงินกองทุน อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นและเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงจะอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ประมาณ 15.9% และ 12.8% ตามลำดับ
กรุงศรีไตรมาส 3 กำไรโต 24.8%
ด้านนายมาร์ค อาร์โนลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กรุงศรีกรุ๊ป กล่าวว่า ในไตรมาส 3 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 3.76 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนทำให้ผลประกอบการช่วง 9 เดือนแรกของปี 2555 มีกำไรสุทธิที่ 1.09 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.8 % จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2554 โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการขยายตัวของสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่แข็งแกร่ง ความสามารถในการรักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิในระดับที่สูง และหนี้ด้อยคุณภาพที่ลดลง
ทั้งนี้ สินเชื่อของธนาคารเพิ่มขึ้น 3.8% คิดเป็นมูลค่า 2.8 หมื่นล้านบาทเมื่อเทียบกับ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2555 หรือเพิ่มขึ้น 10.4% คิดเป็นมูลค่า 7.15 หมื่นล้านบาทจากสิ้นเดือนธันวาคม 2554 โดยธุรกิจรายย่อยยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ โดยสินเชื่อรายย่อยเติบโต 17.4% ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ในส่วนของเงินฝากเพิ่มขึ้น 4.99 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 8% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปีนี้ หรือเพิ่มขึ้น 1.12 แสนล้านบาท คิดเป็น 19.9% เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2554 ขณะที่สัดส่วนของเงินฝากประเภทออมทรัพย์และจ่ายคืนเมื่อทวงถามต่อสัดส่วนเงินรับฝากทั้งหมด เพิ่มมาอยู่ที่ระดับ 51.9% ณ สิ้นเดือนกันยายน 2555 เทียบกับที่ 42.4 % ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2554
อย่างไรก็ตามสินเชื่อด้อยคุณภาพปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดลง 1.7 พันล้านบาทจากไตรมาส 2/2555 โดยปัจจุบันอยู่ที่ 2.65% ของสินเชื่อทั้งหมด ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิยังคงอยู่ที่ระดับ 4.35%
ณ วันที่ 30 กันยายน 2555 ธนาคารกรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าของประเทศไทยมีสินเชื่อรวม 784 พันล้านบาทและสินทรัพย์รวม 1.04 ล้านล้านบาท ธนาคารมีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งโดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ที่ระดับ 15.8% โดยเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 (Tier 1) 11.5%
“สำหรับแนวโน้มธุรกิจในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ธนาคารยังคงมีมุมมองเป็นเชิงบวกต่อทิศทางการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการในการบริโภคและลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไตรมาส 4 ของทุกปี ถือเป็นช่วงที่สินเชื่อมักขยายตัวได้สูงที่สุด” นาย อาร์โนลด์ กล่าว



