
ฤาใกล้ถึง 'วันสิ้นโลก'
เวิลด์วาไรตี้ : ฤาใกล้ถึง 'วันสิ้นโลก'
ถ้าใครยังจำกันได้ถึงภาพยนตร์เรื่อง 2012 วันสิ้นโลก หรือย้อนไปไกลมากๆ หน่อยก็เป็น นอสตรามุส ที่ต่างก็ทำนายเกี่ยวกับมหันตภัยต่างๆ ที่จะนำมาสู่จุดจบของโลกใบนี้ไว้แตกต่างกันมากนัก คราวนี้อาจต้อง "สะดุ้ง" กันอีกครั้ง เมื่อเห็นรายงานความเสี่ยงโลก ประจำปี 2555 (World Risk Report 2012) ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งจัดทำขึ้นเนื่องในวันบรรเทาภัยพิบัติสากล เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา
รายงานฉบับนี้ เกิดจากการทำงานร่วมกันในด้านข้อมูลของกลุ่มพันธมิตรเยอรมันเพื่อการทำงานด้านพัฒนา, สถาบันมหาวิทยาลัยเพื่อสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงของมนุษย์ของสหประชาชาติ และสถาบันอนุรักษ์ธรรมชาติ ที่ส่งสัญญาณเตือนถึงภัยพิบัติธรรมชาติ อย่างเช่น พายุไซโคลน น้ำท่วม ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ว่าเป็นปัจจัยแห่งความเสี่ยง (หายนะ) ของ 15 ประเทศทั่วโลก จากลักษณะภูมิประเทศที่อยู่ติดทะเล และในจำนวนนั้นมีอยู่ 8 ประเทศ ที่ติดกลุ่มเสี่ยงสูง โดยเฉพาะ 3 อันดับแรก ได้แก่ วานูอาตู, ตองกา และฟิลิปปินส์ ซึ่งมีสภาพเป็นเกาะ ทำให้ง่ายต่อการเปิดรับภัยพิบัติทางธรรมชาติ
ทั้งนี้ มีการประเมินเป็นตัวเลขว่า วานูอาตู มีความเสี่ยงเผชิญภัยพิบัติรุนแรงที่สุด 36.31% ตามด้วยตองกา 28.62%, ฟิลิปปินส์ 27.98%, กัวเตมาลา 27.98% และบังกลาเทศ 20.22% ขณะที่ ดัชนีวัดความเสี่ยงของโลก ประจำปี 2012 ยังสะท้อนภาพให้เห็นว่า ประเทศเหล่านี้มีความเปราะบางที่จะเปิดรับหายนะ
จากดัชนีชี้วัด 28 ชนิด พบว่า ฟิลิปปินส์มีความเสี่ยงมากที่สุดที่จะเผชิญภัยพิบัติ 52.46% และมีความเปราะบางสูงถึง 53.35% ขณะที่อินเดียรั้งอันดับ 2 ในส่วนของประชากรที่ได้รับความเสี่ยงมากที่สุดที่จะสูญเสียรายได้จากแนวปะการัง
เมื่อประเมินจากขนาดของประเทศที่มีประชากรเกิน 35 ล้านคน พบว่า อินเดีย และอินโดนีเซีย มีความเสี่ยงสูงสุด รองลงมาคือ ฟิลิปปินส์ ซึ่งประชากรกว่า 20 ล้านคน มีโอกาสได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตามด้วยจีน 15 ล้านคน, บราซิล, เวียดนาม และสหรัฐ ได้รับผลกระทบกว่า 7 ล้านคน
แต่ก็ใช่ว่าประเทศอื่นๆ ที่อยู่นอกรายชื่อในคำทำนายครั้งนี้จะปลอดภัยแบบเต็มร้อย เพราะยังมีผลศึกษาจากรายงานการประเมินขององค์กรอื่นๆ พบว่า มีประชาชน 500 ล้านคน ได้รับ
ผลกระทบจากน้ำท่วมทุกปี และมีสัญญาณที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ก่อนที่ประชากรโลกอย่างเราๆ จะมานั่งลุ้นกันว่า ปีนี้จะมีน้องน้ำแวะมาบุกบ้านหรือเปล่า ล่าสุดวงการประกันภัยก็โดดจับข้อมูลเหล่านี้ไปใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาร่วมเพื่อปรับค่าเบี้ยประกันไปเรียบร้อยแล้ว หลังมีข้อมูลระบุว่า เมื่อทศวรรษที่ 1970 มีการเคลมเงินประกันรายปีที่ 1-2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ในปี 2554 กลับพุ่งขึ้นถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมในไทย ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ ก็แสดงให้เห็นว่า ภัยพิบัติจากน้ำท่วมได้กลายเป็นคู่แข่งสำคัญของแผ่นดินไหวและเฮอริเคนไปแล้ว ในประเด็นของความสูญเสียทางเศรษฐกิจ



