
'รังนกบ้าน'อีกด้านของปัญหาที่ก่อตัว
การเติบโตของธุรกิจ 'รังนกบ้าน' อีกด้านหนึ่งของปัญหาที่ก่อตัว : รายงานพิเศษ : โดย...เมธี เมืองแก้ว
ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา กล่าวได้ว่าเป็นยุคทองของธุรกิจรังนกอีแอ่น หรือนางแอ่น โดยเฉพาะ "รังนกบ้าน" ซึ่งได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงใน จ.ตรัง จากเดิมที่มีเพียงไม่กี่หลัง และเป็นแค่เพียงการแบ่งพื้นที่อาศัยบางส่วนให้แก่นก โดยคาดหวังเพียงรายได้แค่เล็กน้อย เดือนละไม่กี่พันบาท กลับกลายมาเป็นการสร้างบ้านขนาดใหญ่ขึ้นมาให้นกอยู่โดยเฉพาะ กระทั่งขยายไปสู่การลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รูปแบบของ "รังนกบ้าน" เดิมทีเดียวจะเป็นลักษณะของการตกแต่งเพิ่มเติมบ้าน ซึ่งมีนกบินเข้าไปอยู่เองตามธรรมชาติ และลงทุนดัดแปลงให้เป็นรัง โดยต้นทุนดัดแปลงเพื่อให้เป็นรังนก เฉลี่ยเพียงหลังละหมื่นถึงแสนบาท
แต่ในระยะหลังก็มีบ้านจำนวนหลายหลัง ที่มีนกเข้าไปอยู่เพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการบางรายจึงใช้บ้านทั้งหลังให้นกอยู่ โดยเฉพาะบริเวณที่ตั้งอยู่ในตัวเมืองเขตเทศบาลนครตรัง เพราะเห็นว่ารายได้ที่เข้ามาจากธุรกิจ "รังนกบ้าน" สดใสมากกว่า เมื่อเทียบกับประโยชน์จากการใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตนเอง ด้วยมูลค่าของเม็ดเงินที่ไหลเข้ามานับแสนนับล้านบาทต่อเดือน จากการขายผลผลิตในรูปรังนก
จากการคาดการณ์ในเวลานี้ ทั้ง จ.ตรัง น่าจะมีธุรกิจ "รังนกบ้าน" อยู่ที่ 500 หลัง อยู่ในพื้นที่ อ.เมือง และ อ.กันตัง แห่งละ 150 หลัง ส่วนที่เหลือกระจัดกระจายอยู่ในอำเภอที่ตั้งอยู่ริมทะเลอันดามัน เช่น ปะเหลียน ย่านตาขาว หาดสำราญ และสิเกา
อย่างไรก็ดี ที่ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาจากการเติบโตของธุรกิจทางด้านนี้ก็คือมลภาวะทางเสียง โดยเฉพาะในเขตตัวเมือง ซึ่งมีการอาศัยอยู่ของประชากรอย่างหนาแน่น เริ่มจะได้รับผลกระทบทั้งในทางตรงและทางอ้อม หลังจากมีการเข้ามาตั้ง "รังนกบ้าน" อยู่ท่ามกลางชุมชน
จึงทำให้มีการร้องเรียนเรื่องนี้ไปยังกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลนครตรัง โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณถนนท่ากลาง ถนนห้วยยอด ถนนกันตัง ถนนราชดำเนิน และถนนไทรงาม ที่ระบุว่า การประกอบธุรกิจ "รังนกบ้าน" ตามบ้านเรือน หรืออาคารสิ่งปลูกสร้างในตัวเมือง ทำให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง โดยเฉพาะผลกระทบทางด้านเสียง เนื่องจากบางรายมีการติดตั้งลำโพงขยายเสียงเรียกนก นับตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงค่ำ จนรบกวนต่อการพักผ่อน
เจ้าหน้าที่จึงต้องส่งหนังสือเตือนไปยังผู้ที่เลี้ยงนกด้วยวิธีการดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การสาธารณสุข พ.ศ.2535 หากยังละเลยไม่ยอมปฏิบัติตามหลังจากมีหนังสือแจ้งเตือนไปครบ 3 ครั้งแล้ว ก็จะมอบหมายให้กองนิติกร ทำเรื่องเสนอสำนักงานอัยการจังหวัดตรัง เพื่อยื่นขอให้ศาลสั่งดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ขณะเดียวกัน กองช่าง ของเทศบาลนครตรัง ก็ยังออกไปตรวจสอบบ้านเรือน หรืออาคารสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งได้ต่อเติมหรือดัดแปลงขึ้นมาเพื่อประกอบธุรกิจรังนกด้วยว่า จะเข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมายหรือไม่
"ผลจากความนิยมประกอบธุรกิจ "รังนกบ้าน" ในชุมชนเมือง เป็นสิ่งหนึ่งที่เทศบาลนครตรัง และหน่วยงานต่างๆ ทั้ง สาธารณสุข ปศุสัตว์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังหารือเพื่อเร่งหามาตรการรองรับ ก่อนที่ธุรกิจดังกล่าวจะขยายตัวออกไปมากขึ้นจนไร้การควบคุม และสร้างผลกระทบอื่นให้เกิดขึ้นตามมาในอนาคต โดยเฉพาะเรื่องการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสถานที่เลี้ยงนกในบางจุด อยู่ติดกับแหล่งที่อยู่อาศัย หรือร้านอาหาร จนอาจก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้" อภิชิต วิโนทัย นายกเทศมนตรีนครตรัง ให้ความเห็น
ธวัช อุดมคณารัตน์ ปศุสัตว์จังหวัดตรัง กล่าวว่า ปัญหา "รังนกบ้าน" ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างเทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สามารถเข้าไปจัดการแก้ไขปัญหาได้ตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข หากสร้างความเดือดร้อนรำคาญ หรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อย่างเช่นกรณีเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นๆ เช่น ไก่ หรือสุกร ที่เคยพบเจอปัญหามาแล้ว โดยทางสำนักงานปศุสัตว์มีอำนาจแค่เข้าไปตรวจสอบสุขภาพสัตว์ แต่ไม่มีสิทธิ์จะไปสั่งให้หยุดการประกอบการ นอกจากทำเรื่องเสนอไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อออกคำสั่งให้แก้ไข หรือถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต
"ปัญหาที่เกิดขึ้นจากธุรกิจเลี้ยงรังนกนางแอ่นนั้น เนื่องจากเดิมทีคิดว่าคงมีเพียงไม่กี่หลัง จึงไม่ได้บังคับให้ผู้ประกอบการต้องมายื่นขึ้นทะเบียน ต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เหมือนสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากธุรกิจประเภทนี้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ถึงขั้นสร้างบ้านหรือจัดทำอาคารให้นกอาศัยอยู่โดยเฉพาะ แต่บางจุดตั้งอยู่กลางชุมชนจนก่อให้เกิดผลกระทบในหลายด้าน จึงทำให้การควบคุมเป็นไปด้วยความยากลำบาก แม้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีอำนาจอยู่ในมือก็ตาม แต่ก็จำเป็นต้องเร่งเข้าไปจัดการก่อนปัญหาจะรุนแรงไปมากกว่านี้ โดยทางสำนักงานปศุสัตว์พรัอมเข้าไปช่วยสนับสนุน" ปศุสัตว์จังหวัดตรัง กล่าว
"ผมว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเข้ามาควบคุมธุรกิจการเลี้ยง "รังนกบ้าน" กันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในบริเวณชุมชนซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาตามมา จะเห็นว่าเริ่มมีการร้องเรียนเรื่องเสียงดังรบกวนมากขึ้น และความห่วงใยต่อการเป็นแหล่งแพร่เชื้อ หรือทำให้เกิดการระบาดของโรคบางชนิดได้ง่าย ดังนั้น จึงควรออกกฎ หรือออกมาตรการ มาจัดระเบียบเพื่อให้ธุรกิจดังกล่าวเป็นไปด้วยความเหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบ" วิฑูรย์ เหลืองดิลก นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตรัง กล่าว
ขณะเดียวจากการสอบถามไปยังผู้ประกอบการในธุรกิจทางด้านนี้ ต่างก็มีความเห็นทั้งในลักษณะที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย โดยส่วนหนึ่งมองว่า การมีกฎระเบียบเข้ามาควบคุม จะทำให้การประกอบการอยู่ในกรอบที่เหมาะสม และไม่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างที่หลายฝ่ายเป็นห่วง
ขณะที่อีกด้านหนึ่งเห็นว่าควรให้ผู้ประกอบการออกกฎระเบียบขึ้นมาควบคุมตัวเอง เพราะจะรู้ถึงสภาพธุรกิจดีที่สุด
ข้อเสนอต่อการจัดระเบียบจึงเป็นปรากฏการณ์ด้านหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้น
--------------------
(การเติบโตของธุรกิจ 'รังนกบ้าน' อีกด้านหนึ่งของปัญหาที่ก่อตัว : รายงานพิเศษ : โดย...เมธี เมืองแก้ว)



