
12องค์กรสภาลูกจ้างผนึก คสรท.นัดประท้วงลดเงินสมทบ
12 องค์กรสภาลูกจ้างผนึก คสรท.นัดประท้วงลดเงินสมทบหน้าทำเนียบฯ 2 มิ.ย. จี้ทบทวนมติ ครม.ลูกจ้างไม่ได้ประโยชน์ ขณะที่ ไพฑูรย์ ยันหัวชนฝาไม่ทบทวนลด ย้ำเป็นประโยชน์ต่อลูกจ้าง นายจ้างมาก
เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่โรงแรมรามาการ์เด้น คณะกรรมการธิการการแรงงานและสวัสดิการสังคม วุฒิสภา จัดสัมมนา “ การลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของนายจ้างและลูกจ้างใครได้ประโยชน์...ใครเสียประโยชน์ ” โดย น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคระกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวกว่า การลดเงินสมทบครั้งนี้เมื่อคำนวณลูกจ้างได้ประโยชน์น้อยมาก คือจะได้มีเงินกลับมาเพียงเดือนละ 33.50-300 บาท เทียบไม่ได้กับราคาสินค้าอุปโภค บริโภคในชีวิตประจำวัน เป็นการแบ่งเบาภาระลูกจ้างน้อยมาก
ทั้งนี้ ในวันที่ 2 มิ.ย.นี้กลุ่มผู้ใช้แรงงานในนาม คสรท.ร่วมกับเครือข่ายสภาองค์กรลูกจ้าง 12 องค์กร นัดหมายชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นข้อเรียกร้องใน 3 ประเด็น คือ ไม่เห็นด้วยกับการลดเงินสมทบ เรียกร้องให้มีการทบทวนมติ ครม.รัฐบาลต้องเลิกตีตั๋วเด็ก คือ จ่ายเงินสมทบน้อยกว่าลูกจ้างและนายจ้าง ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลจ่ายในอัตราเพียง 2.75 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่นายจ้างและลูกจ้างจ่ายในอัตรา 5 เปอร์เซ็นต์
ด้านนายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.) กล่าวว่า ประโยชน์ของการลดเงินสมทบ คือ กำลังซื้อในประเทศจะเพิ่มสูงขึ้น สามารถรักษากระบวนการผลิตไว้ได้ และเสถียรภาพของกองทุนไม่เสียหาย สำหรับเงินที่หายไป สปส.จะพยายามดูแลจัดการบริหารหากำไรเข้ากองทุน โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะทำกำไรให้ได้มากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน ยืนยันว่า กองทุนประกันสังคมใน 4 กรณี (ตาย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร) ที่มีเงินสำรองไว้ 8 หมื่นกว่าล้านบาท เพียงพอในการดูแลผู้ประกันตน เพราะเป็นการบริหารเงินแบบปีต่อปี แต่ละปีจึงมีเงินเหลือสะสม ดังนั้น การปรับลด เงินสมทบของนายจ้างและลูกจ้าง จาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 0.5 เปอร์เซ็นต์ ผู้ประกันตนยังคงได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนเดิม
นายปั้น กล่าวอีกว่า กล่าวอีกว่า แต่สิ่งที่เป็นกังวล คือ กองทุนว่างงานที่มีเงินอยู่ 3 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งเตรียมไว้จ่ายให้กับผู้ที่ตกงาน อาจไม้เพียงพอต่อการรับมือกับวิกฤตการเลิกจ้างที่คาดการณ์ว่าอาจสูงถึง 2 ล้านคน ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วต้องใช้เงินกว่า 8 หมื่นล้านบาท จึงจำเป็นต้องนำเงินกองทุนชราภาพมาใช้ คาดหวังว่าในปีนี้การเลิกจ้างจะไม่ถึง 1.5 ล้านคน อย่างที่วิตก
“การลดเงินสมทบก็เพื่อที่จะรักษาคนไว้ในระบบประกันสังคมให้ได้ระดับหนึ่ง เพราะเมื่อเทียบเงิน 1.56 หมื่นล้านบาทที่หายไปกับเงินประกันการว่างงานที่ไม่รู้ว่าต้องเสียอีกกี่หมื่นล้านบาท ให้กับผู้ตกงาน ก็ถือว่าจิ๊บจ๊อย ” นายปั้น กล่าว
นางวิจิตรา วิเชียรชม รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เท่าที่พิจารณาร่างกฏกระทรวงแรงงาน ที่ สปส.ขอลดเงินสมทบ พบว่ามีจุดบกพร่องอยู่บ้าง จากการคิดอัตราเงินสมทบในกองทุนชราภาพเป็นอัตราเดียวกันกับเงินกรณีตาย เจ็บป่วย ทุพพลภาพ และสงเคราะห์บุตร และกรณีว่างงาน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่แคบเกินไป อาจเป็นซ่องโหว่ต่อเสถียรภาพของกองทุนและสิทธิประโยชน์การคุ้มครองผู้ประกันตนในระยะยาว โดยขอให้กระทรวงแรงงานนำกลับไปทบทวนและนึกถึงผู้ประกันตนมากกว่านี้
ด้านนายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว.แรงงาน กล่าวยืนยันจะไม่ทบทวนนโยบายอีก เพราะเป็นนโยบายที่มีประโยชน์ สามารถช่วยให้นายจ้างมีเงินทุนในการประกอบกิจการได้นานขึ้น โดยไม่ต้องปลดคนงาน ขณะที่ลูกจ้างจะมีเงินมาใช้สอยในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายที่เคยใช้ได้ผลเมื่อครั้งเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 ขณะเดียวกันก็มีการศึกษาแล้วว่าวิธีนี้จะไม่ส่งผลกระทบกับสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน โดยเฉพาะกองทุนชราภาพ ที่หลายฝ่ายยังคงแสดงความเป็นห่วง ซึ่งตนพร้อมรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่ที่ต้องเดินหน้าโครงการเพราะเห็นถึงผลดีมากว่าผลเสีย เพราะหากไม่ทำอะไรเลยอาจทำให้กองทุนประกันสังคมได้รับผลกระทบจากการที่คนงาน ถูกปลดมากนับล้านคน ซึ่งจะเป็นตัวเลขมากว่า 3 หมื่นล้านบาท



