ข่าว

รับไม่ได้กับโพลล์'ไร้สาระ'

รับไม่ได้กับโพลล์'ไร้สาระ'

19 ต.ค. 2555

รับไม่ได้กับโพลล์ 'ไร้สาระ' : ต่อปากต่อคำ โดย ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]

              ผมเคยท้าทายคนทำโพลล์ทุกสำนักให้ช่วยจัดคนถามข้อมูลแวะเวียนมาเพื่อให้ผมได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจความคิดเห็นกับเขาบ้าง เพราะตลอดระยะเวลาที่มีการทำโพลล์ในประเทศไทย ผมจำได้ว่า “ยังไม่เคยมีใครเล็ดลอดเข้ามาสอบถามความคิดเห็นใดๆ กับผมเลย” สิ่งที่ผมต้องการ คือ อยากทราบสองสามประเด็นของสำนักทำโพลล์ทั้งหลายอย่างตรงไปตรงมา
 
              ประการแรก มีการทำโพลล์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์จริงแท้แค่ไหน เพราะบางสำนักโพลล์ “จองพื้นที่ข่าวกับบางสำนักพิมพ์ กับสื่อบางสื่ออย่างผิดสังเกต” ทำให้ผมไม่เชื่อถือในการทำโพลล์ของหลายสำนักที่พิจารณาแล้วน่าเคลือบแคลงสงสัยว่า การตั้งประเด็นคำถามก็ดี มีการทดสอบความถูกต้องแม่นยำของคำถามมากน้อยเพียงใด เพราะจำได้ว่า มีกรรมการในที่ประชุมอนุกรรมการ ป.ป.ช.ที่ผมเป็นคณะทำงานอยู่ ได้แจ้งให้ทราบว่า การสำรวจทัศนคติของเด็กและเยาวชนต่อปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น คำถามไม่ชัดเจน ทำให้ได้คำตอบที่ทำให้สังคมเกิดความประหวั่นพรั่นพรึงกับแนวคิดของเด็กที่ผิดเพี้ยนไปในทำนองรับได้กับการโกงการทุจริต ซึ่งเรื่องนี้เป็นคำกล่าวของบุคคล ซึ่งผมไม่เคยเห็นแบบสอบสำรวจชุดดังกล่าวว่ามีเนื้อหาสาระเป็นอย่างไร แต่ถ้าเป็นจริงอย่างที่อนุกรรมการท่านนั้นได้กล่าวไว้ ย่อมสมควรให้สำนักโพลล์ทั้งหลายต้องมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง เผื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดและมีผลกระทบในภาพกว้างเช่นนี้
 
              ประการที่สอง ใช้กำลังคนเท่าใด งบประมาณเท่าไร ในการทำการสำรวจแต่ละครั้ง และผู้ช่วยดำเนินการนั้นได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างรายวันเท่าใดเป็นที่ประจักษ์ เพราะหลายโครงการสำรวจอ้างว่า “ทำทั่วประเทศ” บางทีบอกตัวเลขผู้มีส่วนในการสำรวจไว้ชัดเจนว่า “กี่พันคน” “กี่ร้อยคน” ซึ่งเมื่อคำนวณจากอัตราค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาล ซึ่งจะต้องมีการกำหนดให้มีการจ่ายเงินเดือนขั้นต่ำอยู่ที่ 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน และมีสปอนเซอร์หรือผู้ให้การสนับสนุนจำนวนกี่ราย กระทั่งทำให้มีเม็ดเงินมากมายขนาดทำโพลล์ได้กันเดือนละหลายครั้งหลายหน
 
              ประการที่สาม ทำไม “โจทย์ หรือ ประเด็นสำคัญในการสอบถาม” แต่ละครั้งในการทำสำรวจถึงทำให้ผมเกิดความรู้สึกได้ว่า “ถามไปทำไม ใครใช้ให้ถามคำถามเหล่านั้น” เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ เพราะเรื่องบางเรื่องนอกจากไม่เป็นสารประโยชน์ใดๆ กับประชาชนผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นข้อคำถามชี้นำ หรือ “คาดหวังผลได้กับคำตอบที่จะได้รับ” ทำให้ปรากฏการณ์เหล่านี้น่าจะเป็น “จุดเสื่อม” ของแวดวงวิชาการ หากเรายังยึดถือเพื่อจะให้มีการทำสำรวจความคิดเห็นกัน “ถี่ยิบ” ต่อไปเช่นนี้ ก็จำเป็นต้องมีการ “ตรวจสอบคุณภาพ และคุณธรรม จริยธรรม” ของผู้ประกอบอาชีพนักทำโพลล์ทั้งหลายว่า มีทรัพย์สินเงินทองงอกเงยขึ้นมาทางใด และหากตั้งหน้าตั้งตาทำโพลล์กันมากมายก่ายกองขนาดนี้ จะเอาเวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นทั้งต่อตนเองหรือเพื่อสังคมได้อย่างไรบ้าง
 
              ประการที่สี่ ทำไมคำถามที่ผมสนใจใคร่รู้อย่างเรื่องไซฟ่อน เงินออกนอกประเทศเป็นหลายหมื่นล้านบาทนั้น จริงเท็จอย่างไร ไม่เห็นมีใครถาม กระทั่งเรื่องสนามแบงค็อกฟุตซอลอารีนา ที่กำลังลุ้นกันตัวโก่งว่าใครเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อีกเช่นกัน จึงใคร่เรียกร้องไปยังนักวิชาการผู้อยู่เบื้องหลังการทำโพลล์ทุกสำนึกได้ตระหนักให้มากๆ ว่า สังคมของพวกเราวันนี้ เป็น “สภาพสังคมแบบเปิด” ทำให้การปกปิดซ่อนเร้นใดๆ ไม่สามารถทำได้อย่างแนบเนียน หากวันนี้รู้พลาดรู้พลั้งไป ในส่วนตัวก็เห็นสมควร “ให้อภัย” แต่ต้องขอร้อง อย่าให้ "โพลล์ไร้สาระ" หรือมีแนวโน้มเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม บางพวก พรั่งพรูออกมาอย่างไม่ยั้ง สิ่งซึ่งไร้ค่าไม่มีประโยชน์จะต้องกำจัดออกไป อย่าให้ “คนนอกวงการ (วิชาการ)” มาดูถูกดูแคลนได้ว่า วันนี้ ชั่วโมงนี้ เราทำอะไรก็ได้เพื่อเป้าหมายโดยไม่สนใจวิธีการ