ข่าว

รากเหง้าปัญหามุสลิมโมโร

รากเหง้าปัญหามุสลิมโมโร

19 ต.ค. 2555

รากเหง้าปัญหามุสลิมโมโร : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์ [email protected]

              ดินแดนโมโรปัจจุบันคือดินแดนภาคใต้ของฟิลิปปินส์ อันประกอบไปด้วยเกาะมินดาเนา (ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองของหมู่เกาะฟิลิปปินส์) หมู่เกาะซูลูปาลาวัน บาซีลัน และเกาะต่างๆ อีกจำนวนหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียง รวมพื้นที่ทั้งหมด 116,895 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมากกว่าหนึ่งในสามของเกาะฟิลิปปินส์ โดยมีประชากรมากกว่า 20 ล้านคน ในจำนวนนี้ 12 ล้านคนเป็นมุสลิม ที่เหลือเป็นประชากรซึ่งอาศัยอยู่บนที่ราบสูง (ชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ดั้งเดิม) และพวกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวคริสเตียนจากเกาะลูซอนและวิสายาส์

              ศาสนาอิสลามมาถึงดินแดนโมโรในปี ค.ศ.1210 ก่อนที่เฟอร์ดินานด์ มาเจลแลน (ชาวโปรตุเกสที่ทำงานให้สเปน) จะนำศาสนาคริสต์มายังภูมิภาคนี้ หลังจากที่อิสลามมาถึงได้ไม่นาน การปกครองแบบสุลต่านก็ถูกสถาปนาขึ้น อำนาจและราชอาณาจักรสุลต่านมุสลิมแผ่ขยายครอบคลุมออกไปตั้งแต่เมืองโคตาบาตูจนกระทั่งถึงกรุงมะนิลา ต่อมาต่างชาติชาวสเปนได้มาถึงฟิลิปปินส์ในปี ค.ศ.1521 ชาวสเปนเหล่านี้ไม่เพียงแต่เข้ามาประกอบธุรกิจการค้าในฟิลิปปินส์เท่านั้น แต่ยังพยายามบีบบังคับเปลี่ยนชาวพื้นเมืองและชาวมุสลิมให้นับถือศาสนาคริสต์อีกด้วย ผลที่ตามมาก็คือ ชาวเกาะลูซอนและวิสายาส์ทั้งหมดได้เปลี่ยนศาสนามาเป็นคริสเตียน ในขณะเดียวกันกองทัพสเปนก็เริ่มทำการพิชิตกองกำลังมุสลิมทางตอนเหนือของประเทศและเริ่มปฏิบัติการต่อต้านชาวโมโรในเกาะมินดาเนาและซูลู ด้วยเหตุนี้ การเรียกร้อง “การปกครองตนเอง” ของชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่บนเกาะมินดาเนาจึงมีรากฐานความเป็นมาที่ยาวนานในประวัติศาสตร์

              การปกครองแบบอาณานิคมของสเปนต่อชาวมุสลิมในเกาะมินดาเนาเป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งต่อมาหมู่เกาะฟิลิปปินส์รวมทั้งมินดาเนาและซูลู ก็ตกอยู่ภายใต้การดูแลของสหรัฐอเมริกา โดยได้รับการยินยอมจากสเปนภายใต้สนธิสัญญาปารีส (Treaty of Paris) ที่ทำขึ้นในปี ค.ศ.1898 โดยในสนธิสัญญาฉบับนี้ สเปนจะต้องยกฟิลิปปินส์ให้สหรัฐ แต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ถึงแม้สเปนยังไม่สามารถที่จะปราบชาวโมโรได้สำเร็จ แต่สเปนกลับรวมแผ่นดินโมโรไว้ในข้อตกลงนี้ด้วย

              การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำมาซึ่งการต่อต้านอย่างรุนแรงโดยชาวมุสลิมทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์แต่พวกเขาก็ไม่สามารถตอบโต้อะไรได้มากนักเพราะกองทัพสหรัฐ มีแสนยานุภาพทางทหารที่เหนือกว่ามาก สหรัฐปกครองอาณานิคมโดยใช้นโยบาย “ดึงดูด” โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ชาวโมโรได้เข้าไปรวมอยู่กับกลุ่มคนกระแสหลักของสังคมฟิลิปปินส์ ถึงกระนั้นก็ตาม การต่อต้านก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่องในทศวรรษต่อๆมา

              ด้วยเหตุนี้ สหรัฐจึงเปลี่ยนไปใช้กลวิธีทางการเมือง ซึ่งทำให้สุลต่านโมโรหลายพระองค์ตอบสนองด้วยดี มีการลงนามในสนธิสัญญา “กิรอม-บาเตส” (Kiram-Bates) ขึ้นในปี ค.ศ.1899 โดยมีเงื่อนไขว่า สหรัฐจะไม่เข้ามาแทรกแซงในกิจการท้องถิ่นของสุลต่านโมโร อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีรูสเวลต์ของสหรัฐได้ประกาศยกเลิกสัญญาที่ทำขึ้นแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมและจริยธรรม

              เมื่อฟิลิปปินส์ได้รับเอกราชจากสหรัฐในปี ค.ศ.1946 ชาวโมโรได้คัดค้านไม่ต้องการให้เอาดินแดนโมโรไปรวมกับฟิลิปปินส์ แต่สหรัฐและชาวฟิลิปปินส์ก็ไม่ยอมฟังเสียงคัดค้านแต่อย่างใด รัฐบาลแห่งชาติที่ถูกจัดตั้งขึ้นใหม่ได้ส่งเสริมให้ผู้คนอพยพไปตั้งรกรากในเกาะมินดาเนา การอพยพดังกล่าวเป็นยุทธศาสตร์อย่างหนึ่งของรัฐบาลเพื่อผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมของประชาชนต่างถิ่นเข้าไปยังมินดาเนา และที่สำคัญคือเพื่อลดภัยคุกคามจากการก่อกบฏของชาวโมโร

              การอพยพที่เป็นไปอย่างต่อเนื่องและเพิ่มมากขึ้นส่งผลให้เกิดปัญหาความขัดแย้งและการปะทะกันบ่อยครั้งระหว่างผู้ที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่กับมุสลิมและเจ้าของพื้นที่ดั้งเดิม นอกจากนั้น ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ยังมีกลุ่มนักรบติดอาวุธคริสเตียนที่ปฏิบัติต่อพลเมืองชาวโมโรโดยใช้ความรุนแรง มีการสังหารหมู่ชาวมุสลิมอย่างต่อเนื่อง เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ พลเมืองโมโรที่หวาดกลัวจึงจำต้องทิ้งบ้านและไร่นาของตน ไปหาที่หลบภัยในพื้นที่ที่มุสลิมมีอำนาจ เปิดช่องให้กลุ่มติดอาวุธคริสเตียนเข้าไปยึดที่ดินของผู้อพยพชาวโมโร

              ความจริงดินแดนโมโรถือเป็นพื้นที่หนึ่งที่มั่งคั่งไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและแร่ธาตุ  อีกทั้งยังเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก แต่ถึงกระนั้นชาวโมโรก็ยังคงล้าหลังทางเศรษฐกิจ รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้นำความมั่งคั่งของโมโรไปใช้  โดยทอดทิ้งชาวโมโรไว้ให้ยากจน

              จากภูมิหลังที่ได้กล่าวไปข้างต้นนี้ จึงเกิดกลุ่มเรียกร้องเอกราชที่ออกมาต่อสู้กับรัฐบาลในหลายรูปแบบ แต่สุดท้ายก็มาจบที่การเจรจา โดยล่าสุดได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อจัดตั้งเขตปกครองตนเองที่เรียกว่า “บังซาโมโร” แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ก็ทำให้ผู้คนล้มตายไปนับแสนตลอดช่วงเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา