ข่าว

คนไม่มีศาสนา

คนไม่มีศาสนา

19 ต.ค. 2555

คนไม่มีศาสนา : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

              ข้อมูลส่วนบุคคลอย่างหนึ่งซึ่งกลายเป็นปัญหาในการกรอกแบบฟอร์มต่างๆ ก็คือเรื่องศาสนา ที่บ่อยครั้งคนรุ่นใหม่ลังเลที่จะกรอก เพราะประการแรกไม่แน่ใจว่าการระบุศาสนาที่ตนนับถืออยู่ลงไปในเอกสารจะส่งผลกระทบด้านใดด้านหนึ่งต่อตนเองหรือไม่ โดยเฉพาะการปรากฏข้อมูลดังกล่าวในเอกสารสำคัญเช่นบัตรประจำตัว เอกสารการเดินทาง หรือใบสมัครงาน ส่วนประการที่สองเพราะบุคคลนั้นมิได้นับถือศาสนาใดๆ แต่การแสดงตนว่าไม่มีศาสนาก็อาจก่อให้เกิดปัญหาหรือคำถามจากหน่วยงานนั้นๆ ได้เหมือนกัน
 
              ปัญหาหนึ่งของการเป็นคนไม่มีศาสนา ก็คือการถูกมองว่าเป็นคนนอกกรอบ เป็นคนไม่ดี หรือเป็นคนที่ไม่น่าไว้วางใจ ซึ่งการใช้ศาสนาเป็นมาตรวัดความดีความชั่วของคนเป็นเรื่องที่เป็นคำถามซ้อนคำถามอีกชั้นหนึ่งว่าการคิดเช่นนั้นตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะคนที่ไม่นับถือศาสนาไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนเลวคนชั่ว เพียงแต่เขาไม่ได้เลื่อมใสในแนวทางหรือคำสอนในศาสนาใดศาสนาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งของคนที่ปฏิเสธศาสนามักจะปฏิเสธเรื่องของพิธีกรรมและความเชื่อเป็นอันดับแรก รองลงไปก็คือไม่เข้าใจหรือไม่เห็นประโยชน์ของการนับถือศาสนา
 
              มีคำกล่าวว่าศาสนาเป็นจารีตปฏิบัติสำหรับคนในสังคม และเครื่องจรรโลงจิตใจของมนุษย์ แต่ในโลกปัจจุบัน เป็นโลกของวัตถุนิยมและบริโภคนิยม มากกว่าจารีตนิยมหรือจิตนิยม ดังนั้น การดิ้นรนแสวงหาปัจจัยเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าวจึงกลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างสูงสำหรับชีวิต และคนส่วนหนึ่งก็ไม่คิดว่าศาสนาจะสามารถช่วยให้เขามีบ้านมีรถยนต์ หรือมีอาหารรับประทาน มียารักษาโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างไร ทุกอย่างเกิดจากตัวของเขาเอง ด้วยสมองและสองมือของตนเอง ดังนั้น พวกเขาจึงนับถือความสามารถของตนเอง กำหนดแนวทางของตนเอง และนับถือความถูกต้องในเชิงคณิตศาสตร์ เช่น ทำงานเท่านี้จะต้องได้ค่าตอบแทนจำนวนเท่านี้  เพื่อนำไปจ่ายค่าโน่นค่านี่เท่านั้นเท่านี้
 
              หากเรามองว่าศาสนาเป็นเสมือนสมาคมอะไรสักแห่งหนึ่ง สิ่งแรกที่คนทั่วไปจะสอบถามเมื่อได้รับการชักชวนให้เป็นสมาชิกก็คือ เขาจะได้อะไร เขาจะต้องเสียค่าบำรุงเท่าไหร่ ไม่ค่อยมีใครถามหรอกคำรับว่าเขาจะต้องทำอะไรให้สมาคมบ้างนอกเหนือจากการประชุมสามัญประจำปี ดังนั้น หากสามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ เราก็สามารถจูงใจให้เขาเข้ามาเป็นสมาชิกของสมาคมได้ กรณีเช่นนี้ได้เกิดขึ้นมาแล้วในยุโรปตอนเหนือ ซึ่งมีประชาชนที่ประกาศตนว่าไม่นับถือศาสนาในเปอร์เซ็นต์ที่ค่อนข้างสูง แต่ก็มีวัดและสำนักสงฆ์ในพุทธศาสนาเกิดขึ้นมากเช่นกัน ทั้งนี้เพราะพุทธศาสนาสามารถให้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องของชีวิต วิถีของการปฏิบัติตน ปฏิบัติจิต และคลายความทุกข์ได้ตรงกับความต้องการของเขา
 
              ในทางกลับกัน ถ้าจะมองว่าคนที่แสดงตนว่านับถือศาสนาเป็นคนดีไปเสียทั้งหมด ก็คงไม่ถูกต้อง เพราะคนทุกวันนี้ส่วนหนึ่งสักแต่ว่าบอกว่าตนเป็นศาสนิกชน แต่ไม่เคยศึกษาหลักธรรมทางศาสนาอย่างจริงจัง ยึดติดกับพิธีกรรมและลุ่มหลงในอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องนอกรีตนอกรอย และปัญหาต่างๆ ในสังคมเวลานี้ ก็เกิดจากพฤติกรรมคนที่นับถือศาสนาแต่เพียงในนาม หรือคนประเภทมือถือสากปากถือศีล มากกว่าคนที่ไม่มีศาสนาแต่นับถือตัวเอง นับถือความถูกต้อง เสียด้วยซ้ำ
 
              โลกทุกวันนี้เป็นโลกแห่งความหลากหลาย ทั้งความคิด ความศรัทธา และความเชื่อ ดังนั้น การระบุเรื่องศาสนาในการกรอกข้อมูลส่วนบุคคล จึงน่าจะได้รับการทบทวนว่าเกิดประโยชน์หรือไม่เกิดประโยชน์อย่างไรต่อหน่วยงาน และเป็นคุณเป็นโทษหรือไม่ต่อเจ้าของข้อมูล
 
              ถ้าเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ หรือไม่มีความจำเป็น จะยกเลิกเสียก็ได้มั้งครับ