ข่าว

จากอัลไพน์ถึง3จี'กสท-ทรูมูฟ'

จากอัลไพน์ถึง3จี'กสท-ทรูมูฟ'

18 ต.ค. 2555

จากอัลไพน์ถึง3จี'กสท-ทรูมูฟ' : กระจกเงา โดยน้ำเชี่ยว บูรพา

                ขณะที่ถนนทุกสายจดจ่ออยู่กับโค้งสุดท้ายของการประมูลเพื่อออกใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จีบนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือกสทช.
 
                แต่เส้นทาง “คู่ขนาน” ของสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จีบนเครือข่ายเดิม “กสท-ทรูมูฟ” ก็กำลังเดินมาถึงโค้งสุดท้ายเช่นกัน เพราะมาถึงจุดที่ฝ่ายบริหารต้องตัดสินใจจะยอมเสี่ยงเดินบนชะง่อนผาต่อไป หรือควรหันหลังกลับไปเริ่มต้นใหม่
 
                แม้ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ใน กสทช.จะสรุปผลสอบสัญญาทำการตลาด มือถือ 3 จี HSPA “กสท-ทรูมูฟ” ข้างต้นสอดคล้องกับผลสอบของอนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ที่ระบุว่าขัดมาตรา 46 ของพ.ร.บ.กสทช.ปี 2553 เพราะกสท ผู้ได้รับจัดสรรคลื่นความถี่โดยตรงไม่ใช่ผู้ใช้คลื่นความถี่ตัวจริง ก่อนมีคำสั่งทางปกครองไปยังบริษัทกสท ให้ดำเนินการแก้ไขสัญญาให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามนัยมาตรา 46
 
                แต่เมื่อมีกรณีศึกษา “สนามกอล์ฟอัลไพน์” ของ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ที่ต้องไขก๊อกหลังถูกอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงมหาดไทย มีมติลงโทษทางวินัยด้วยการ “ไล่ออก” หลังการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. จากกรณีที่ดินสนามกอล์ฟ “อัลไพน์” เมื่อครั้งที่เจ้าตัวดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทยตั้งแต่ปี 2545
 
                สัญญาทำการตลาดมือถือรูปแบบใหม่ระหว่าง บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กับบริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จีบนเครือข่ายเดิมด้วยเทคโนโลยี HSPA น่าจะเป็นอีกกรณีศึกษาว่า ท้ายที่สุดแล้วจะลงเอยแบบ “สนามกอล์ฟอัลไพน์” หรือไม่?
 
                เมื่ออนุกรรมการไต่สวน ป.ป.ช.ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำสัญญาดังกล่าวไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยระบุว่า มีการกระทำความผิดในการทำสัญญา ขัดต่อกฎหมายหลายฉบับทั้ง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ปี 2535 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.) (มติอนุกรรมการไต่สวนฯ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2555)
 
                ทั้งยังมีผลสรุปเพิ่มเติมของคณะทำงาน กสทช.ที่ได้มีการตรวจสอบเพิ่มเติมกรณี บริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทลูกของกลุ่มทรู ที่จัดสร้างโครงข่าย 3 จีให้กสท เช่าใช้กับสัญญานี้ ซึ่งพบว่ามีการดำเนินการที่ขัดบทบัญญัติ มาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคมพ.ศ.2554 คือประกอบกิจการโทรคมนาคมโดยไม่มีใบอนุญาตเข้าไปด้วยอีก
 
                จึงยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อหน่วยงานรัฐที่เป็นคู่สัญญา เพราะมีคำถามว่า สัญญาทำการตลาด “กสท-ทรูมูฟ” ที่ดำเนินการมาจนถึงขณะนี้ และเป็นสัญญาที่กระทรวงไอซีทีและอนุกรรมการไต่สวนของป.ป.ช.ได้ชี้ขาดไปแล้วว่า ขัดกฎหมาย โดยที่คู่สัญญาต่างรับรู้ถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้นหรือไม่
 
                สัญญานี้จะสามารถแก้ไขเยียวยาให้กลับมามีผลบังคับใช้ได้ต่อไปหรือไม่ หรือจะถือว่าเป็น “โมฆะ” ที่คู่สัญญาไม่อาจอ้างสิทธิหน้าที่หรือข้อผูกพันใดๆ ได้
 
                ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์ภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจว่า เมื่อพิจารณาทั้งจากวัตถุประสงค์ เนื้อหาและคุณสมบัติของคู่สัญญาประกอบกันแล้ว สัญญาทำการตลาด 3จี HSPA นี้ถือเป็น “โมฆะ” คือ เสียเปล่าแต่แรกแล้ว
 
                1.การทำสัญญาขัดต่อหลักความเสมอภาค เพราะสัญญาโครงการ 3จี HSPA เข้าลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง และยังมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานที่แสวงประโยชน์จากคลื่นอันเป็นทรัพยากรของชาติด้วย เมื่อเป็นสัญญาทางปกครอง คู่สัญญาฝ่ายรัฐคือ กสท ย่อมไม่มีเสรีภาพในการทำสัญญาตามอำเภอใจ แต่ต้องอยู่ภายใต้หลักกฎหมายมหาชน จึงต้องเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายสามารถเข้าแข่งขันอย่างเสมอภาคในการได้รับสัญญาโครงการ 3จี HSPA จาก กสท
 
                2.เป็นสัญญาที่ขัดบทบัญญัติมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคมเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ได้รับใบอนุญาต จะโอนแก่กันมิได้” และผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคม ต้องประกอบกิจการด้วยตนเอง จะมอบการบริหารจัดการทั้งหมดหรือบางส่วนให้บุคคลอื่นเป็นผู้มีอำนาจประกอบกิจการแทนมิได้
 
                3.นอกจากนี้การประกอบกิจการของบริษัท บีเอฟเคที ที่ให้ กสท เช่าเครื่องและอุปกรณ์ เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ HSPA ยังเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ขัด พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ที่ผู้ประกอบการต้องได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. แต่ปรากฏว่า บีเอฟเคที ไม่เคยได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม
 
                บทสรุปในมุมมองของนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนชี้ชัดว่า สัญญาโครงการ 3จี HSPA เป็นสัญญาที่กระทำการขัดกฎหมายหลายฉบับนั้น ตาม ป.แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ได้บัญญัติให้การนั้นเป็น “โมฆะ” ไม่สามารถแยกส่วนได้ จึงทำให้สัญญาโครงการ 3จี HSPA ตกเป็นโมฆะทั้งหมด ตาม ป.แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173
 
                เมื่อข้อกฎหมายก็ชัด ป.ป.ช.เองก็ชัดขนาดนี้แล้ว ใครจะเดินตามรอยของ ยงยุทธ-อัลไพน์ ไม่นานคงรู้