ข่าว

สามจีธิปไตย

สามจีธิปไตย

18 ต.ค. 2555

สามจีธิปไตย : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

                เขียนเรื่องนี้ในตอนเช้าของวันที่ใครๆ ก็ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ คือเรื่องของการประมูลคลื่นโทรศัพท์สามจี ก็เลยยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ด้วยข้อจำกัดในเรื่องเวลาที่ต้องส่งต้นฉบับ
 
                อย่างไรก็ดีเมื่อเขียนเรื่องนี้ ผมก็นึกถึงมิตรของผมคนหนึ่งซึ่งเรามักจะมีความคิดเห็นในเรื่องนี้ต่างกันเสมอนั่นก็คือว่า สำหรับเขาแล้ว สามจีแทบจะเป็นเรื่องที่สำคัญและเชื่อถือได้เสมอ นั่นก็คือ บ้านเมืองนี้เดินทางมาถึงยุคสามจีแล้ว ถ้ามีการประมูลสักทีก็จะดีขึ้นทุกอย่าง
 
                สำหรับคนที่ความรู้เรื่องนี้ไม่ค่อยจะมีอย่างผม ผมกลับไม่ได้รู้สึกเชื่อถือศรัทธาทั้งกับระบบประมูลนี้และกับคุณภาพของสามจีที่จะเกิดขึ้นภายหลังวันประมูลเรื่องนี้อาจจะเป็นความรู้สึกส่วนตัวเอามากๆ แต่คำถามก็คือ การทดลองให้บริการในช่วงที่ผ่านมานั้นบริษัทต่างๆ ก็ไม่ได้ต้องรับผิดชอบอะไร จะใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ก็ปล่อยให้เป็นความคลุมเครือและเป็นบุญคุณกันไปเองว่า ก็ดีกว่าไม่ต้องทำอะไร
 
                พูดง่ายๆ ว่าในทางหนึ่งเราก็ไปเชื่อว่าก็ "กำลังจะ" มีการประมูลอยู่แล้วก็ทนๆ เอาหน่อย เพราะเราได้องค์กรที่เตรียมการประมูลแล้วไง
 
                แต่ในอีกทางหนึ่งผมก็รู้สึกว่า ถ้ามันช้ากว่านี้อีกสักหลายวัน ก็คงสามารถทนกันต่อไปเรื่อยๆ เพราะทุกคนก็เชื่อว่าไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ ซึ่งในเรื่องนี้ก็เป็นอีกบทเรียนหนึ่งนั่นก็คือ เรารู้สึก "ไว้วางใจ" องค์กรอิสระบางองค์กรมาก ในแง่คุณสมบัติ แต่เราอาจจะไม่เคยติดตามตรวจสอบ "ประสิทธิภาพ" ขององค์กรเหล่านั้นเลย
 
                อาทิ ถามว่าทำให้มันเร็วขึ้นกว่านี้สักวันได้ไหม หรือสักสามวันได้ไหม
 
                ในประเด็นต่อมาซึ่งเชื่อมโยงกับเรื่องที่ได้พูดไปแล้ว นั่นก็คือว่า เรื่องที่สำคัญที่ผมคิดว่าเราไม่ค่อยได้พูดกัน นั่นก็คือ ก่อนที่จะประมูลคลื่นสามจีนั้น มีกลุ่มคนสองกลุ่มที่พยายามไปยื่นศาล เพื่อให้ระงับการประมูลสามจี ซึ่งในเรื่องนี้ผมกลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยได้สนใจมากนัก ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ ผมกลับรู้สึกเห็นด้วยกับสิ่งที่แต่ละกลุ่มทวงถามและตั้งคำถามกับระบบการประมูลที่ดีอยู่ว่าให้ทั้งความเป็นธรรมและประสิทธิภาพแก่ประชาชนในฐานะผู้บริโภคแค่ไหน แม้ว่าเรื่องนี้หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องทางการเมืองเสียมาก
 
                สิ่งที่น่าจะต้องตั้งคำถามต่อก็คือ ทำไมเรื่องนี้ต้องไปจบที่ศาลปกครองอย่างมึนๆ และประเด็นของการเรียกร้องที่สำคัญขนาดนี้กลับถูกกลบโดยความรู้สึกของคนจำนวนไม่น้อยของสังคมที่ว่าให้มันมีๆ ไปก่อนเดี๋ยวค่อยคุยกันเรื่องอื่น/เรื่องนี้ก็ได้
 
                ทั้งที่หากพิจารณาให้ดี ก็ยังมีอีกกระแสที่กล่าวมาโดยตลอดว่าระบบการประมูลที่กำลังจะเกิดขึ้นก็ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสามเขาตกลงกันได้อยู่แล้ว ประเด็นที่ผมต้องการจะพูดก็คือ จุดเด่นของระบบการประมูลในรอบนี้อยู่ที่ว่าไม่มีอะไรน่าสนใจเลย เพราะเรารู้สึกว่านี่คืออุดมคติของการปกครองประเทศด้วยองค์กรอิสระ ที่เราไม่ต้องทวงถามหรือมีส่วนร่วมอะไรมากนัก เพราะคนที่ได้รับการคัดเลือกนั้นไม่ใช่ทั้งรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ดังนั้น เรื่องที่เขาทำก็ไม่ต้องถูกตรวจสอบอะไรมาก
 
                ทั้งที่คำถามก็คือ ข้อเรียกร้องที่มาจากทั้งสองกลุ่มที่พยายามยื่นเรื่องต่อศาลให้ระงับการประมูลนั้นก็เป็นข้อเรียกร้องที่ทำให้เราต้องมาคิดว่า นั่นน่ะสิ ทำไมเรื่องแบบนี้ไม่คิดหรือไม่กำหนดกันมาตั้งแต่แรก
 
                คำตอบต่างๆ จากองค์กรอิสระที่ดูแลเรื่องนี้ก็ไม่ชัดเจน (อย่างน้อยในหน้าสื่อ) มากไปกว่าว่ากระบวนการต้องเดินหน้าต่อไป ทั้งที่สิ่งที่ควรจะออกมาจากองค์กรก็คือคำอธิบายต่อความห่วงใยกังวล มากกว่าลักษณะของการขี่กระแสว่ามีกระแสว่ากระบวนการถูกต้องและควรจะมีได้สักที
 
                นี่คือบทเรียนอีกบทหนึ่งที่เราทำให้เราต้องแบกกรรมก้อนใหม่ร่วมกันอีกแล้วใช่ไหม? เพราะเดิมเรารู้สึกว่า เรามีโจทย์เรื่องการเมืองกับการบริหาร นั่นก็คือ ระหว่างนักการเมือง กับ ข้าราชการประจำเราจะเชื่อหรือปล่อยให้ใครทำ แต่วันนี้ถ้าโจทย์มันมีความซับซ้อนมาผูกกับรูปแบบองค์กรสาธารณะใหม่ด้วยเราจะใช้ระบบใดมาช่วยประเมินว่าทำให้ดีกว่านี้ได้ไหมล่ะครับ ?