ข่าว

'ผบช.ภ.7'ปัดปรักปรำ'หมอสุพัฒน์'

'ผบช.ภ.7'ปัดปรักปรำ'หมอสุพัฒน์'

17 ต.ค. 2555

'ปานศิริ' แจง กมธ.ตร.สภาฯ ยันให้ความเป็นธรรมคดี 'หมอสุพัฒน์' ขณะที่ลูกชายพอใจกองปราบฯร่วมทำคดีพ่อ ด้าน ผบช.ภ. 7 ปัดทำเกินกว่าเหตุ

                          17 ต.ค.55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่คณะกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายสมชาย โล่สถาพรพิพิธ ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์เป็นประธาน ได้เรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เกี่ยวข้องกับคดีของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ อดีตแพทย์อายุรกรรมโรงพยาบาลตำรวจ ผู้ต้องหาคดีการหายตัวไปของสองสามีภรรยา จ.เพชรบุรี เข้าชี้แจงภายหลังนายเอก เลาหะวัฒนะ บุตรชาย พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์พร้อมทีมทนายความเข้าร้องเรียนกับ กมธ.ตำรวจ ขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนเพื่อความเป็นธรรมและความโปร่งใส่ในการดำเนินคดี

                          นายเอก บุตรชายหมอสุพัฒน์ ยืนยันว่า การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจภูธรภาค7 ในการบุกจับพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เพราะมีการใช้กำลังจำนวนมากเพื่อจับกุมคนเพียงคนเดียว อีกทั้งการบุกค้นไร่หลายครั้งก็ไม่พบหลักฐานแต่อย่างใด ขณะเดียวกันตำรวจกลับมีการให้ข่าวกับสื่อมวลชนรายวัน เสมือนว่าบิดาของตนเป็นผู้กระทำผิด ทำให้สังคมพิพากษาบิดาของตนไปแล้ว ทั้งนี้ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใด พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ถึงไม่ได้รับประกันตัว ทั้งๆที่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ได้มีพฤติกรรมหลบหนีตามที่ตำรวจอ้าง ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าชุดสอบสวนของสถานีตำรวจภูธรท่าไม้รวก จ.เพชรบุรี และตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค7 ที่ทำงานอยู่นั้น มีการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผลจึงขอให้มีการเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวน

                          ขณะที่ พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รอง ผบ.ตร. ยืนยันว่า ในคดีของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์นั้น พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว (ผบ.ตร.) ให้ความสำคัญ และได้กำชับให้มีการสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นธรรมทั้ง 4 คดี ได้แก่ 1.คดีอาญาที่ 135/55 ฐานกักขังหน่วยเหนี่ยว 2.คดีมีอาวุธปืนในครอบครองที่ไม่ได้รับอนุญาต 3.คดีอาญาที่137/55 ฐานการค้ามนุษย์ ตามพรบ.การค้ามนุษย์ และ4.คดีที่140/55 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยทั้ง 4 คดี อยู่ระหว่างการสอบสวน

                          ส่วนเรื่องของเจ้าพนักงานนั้น ขณะนี้ได้เพิ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการกองปราบปรามเข้าไปร่วมทำคดีสักระยะหนึ่งแล้ว โดยที่พล.ต.อ.อดุลย์ได้เรียกประชุมติดตามความคืบหน้ามาแล้ว 2 ครั้ง และได้กำชับอย่างใกล้ชิด จึงขอให้นายเอกและครอบครัววางใจถึงการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจซึ่งไม่มีส่วนได้เสียในกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด

                          ด้านพล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค7 ยืนยันว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เคยแถลงข่าวแม้แต่ครั้งเดียว ข่าวที่ออกมาสู่สาธารณะเป็นข่าวจากสื่อมวลชนซึ่งเกาะติด และจองที่พักอยู่ใกล้กับสถานที่ทำงานของตำรวจ จึงต้องเข้าใจการทำงานของสื่อด้วย ส่วนเรื่องการนำกำลังเข้าคุมตัว พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์นั้น ยืนยันว่ามีการใช้เจ้าหน้าที่เพียง 15 นาย โดยที่มีตำรวจ 2 นาย เข้าไปเชิญตัวพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ออกจากรีสอร์ทที่ใช้พักพิงก่อนหน้านี้ การใช้กำลังนับ 100 นาย ที่นายเอกเข้าใจเป็นการตั้งด่านตรวจในพื้นที่ใกล้บริเวณโดยรอบตามหลักการทำงานปกติ

                          ทั้งนี้ก่อนการเข้าจับกุมของเจ้าหน้าที่ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ ได้ติดต่อมาหาตนหลายครั้ง บอกอยู่เสมอว่าจะเข้ามอบตัว แต่กลับไม่ได้ทำตามที่พูดจริง นอกจากนี้จากการสอบสวนพบว่าพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ไม่ได้อยู่กรุงเทพฯตามที่อ้างจริง เพราะมีการเดินทางไป จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.เพชรบุรี และอาจเตรียมหลบหนี ตำรวจจึงต้องจับกุมก่อน เช่นเดียวกับเรื่องอาวุธปืนซึ่งมีไว้ในครอบครองถึง 47 กระบอก แต่ยังไม่สามารถชี้แจงหลักฐานการครอบครองอย่างถูกต้อง

                          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น กมธ.ได้พยายามซักถามการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาทิ การค้นพื้นที่ไร่ของพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ การคุมตัว น.ส.วิลสา จันทรบัญชร ภรรยาคนที่ 3 ของพ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องการเปลี่ยนพนักงานสอบสวนนั้น ได้ข้อสรุปว่าเมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งให้ตำรวจจากกองบังคับการปราบปรามเข้าไปร่วมทำคดีด้วย น่าจะทำให้ลดความสงสัยในการทำงานมากขึ้น ซึ่งข้อสรุปนี้นายเอกและทีมทนายความพอใจ เช่นเดียวกับที่กมธ.ได้ข้อผู้บัญชาการตำรวจภาค7 ควบคุมการให้ข่าวที่จะทำให้ผู้ต้องหาได้รับความเสียหาย

                          ทั้งนี้กมธ.ตำรวจจะประชุมอีกครั้งในวันที่ 24 ต.ค.นี้ โดยจะพิจารณาในเรื่องการออกหมายจับ และกระบวนการดำเนินคดีด้านอื่นๆว่าเข้าข่ายการใช้อำนาจรัฐอย่างถูกต้องหรือไม่