
กทม.เตรียมให้เทศกิจเข้ากะดึกช่วยตร.ลาดตระเวณป้องกันภัย
กทม.ผุดไอเดียให้เทศกิจลาดตระเวณช่วงกลางคืนช่วยตร.ป้องกันหัวโขมยยามเศรษฐกิจฝืด เตรียมทุ่มงบฯ กว่า 80 ล้าน สร้างจุดจอดแท็กซี่ 980 จุด แต่หวั่นซ้ำรอยโครงการจุดจอดแท็กซี่อัจฉริยะที่ล้มไม่เป็นท่า สั่งให้เริ่มโครงการนำร่อง 2 จุดแรก ที่หน้าตลาดอ.ต.ก. , และหน้าร
(25 พ.ค.) นายรัฐพล มีธนาถาวร รองปลัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนมีแนวคิดที่จะให้เจ้าหน้าที่เทศกิจของกทม. ออกปฏิบัติหน้าที่ในช่วงกลางคืนนอกเวลาราชการ ตั้งแต่เวลา 22.00 - 03.00 น. ในการลาดตระเวณตามพื้นที่เขต ช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงและเปลี่ยว อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลืองานในหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย เนื่องจากปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจฝืดเคืองทำให้มีเหตุโจรกรรม ฉกชิงวิ่งราวทรัพย์จำนวนมาก การออกปฏิบัติหน้าที่ในช่วงกลางคืนเช่นนี้อย่างน้อยจะทำให้คนกรุงเทพฯ รู้สึกอุ่นใจขึ้น
นายรัฐพล กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มได้ในเร็วๆ นี้ในสำนักงานเขตทั้ง 50 แห่ง แต่เบื้องต้นในกลุ่มเขตกรุงธนใต้ ซึ่งตนกำกับดูแลขณะนี้ได้สั่งการให้ไปเตรียมความพร้อมแล้ว โดยให้จัดชุดออกปฏิบัติหน้าที่คืนละ 1 ชุดๆ ละ 8 คัน เจ้าหน้าที่ 16 คน กระจายกำลังขี่รถมอเตอร์ไซด์ออกลาดตระเวนและจะพักในช่วงกลางวัน ขณะที่ชุดปฏิบัติงานในช่วงกลางวันจะยังคงทำหน้าที่ออกตรวจตราตามตู้เขียวตามปกติ ทั้งนี้หลังจากที่เริ่มโครงการไปในช่วงต้นแล้วจะต้องมีการประเมินผลอีกครั้งว่าได้รับเสียงตอบรับอย่างไรและนำมาพัฒนาปรับปรุงต่อไป
กทม.เตรียมเดินหน้าสร้างจุดจอดแท็กซี่ 980จุด
รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้สำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร(กทม.) ได้บริษัทเอกชนผู้รับจ้างเหมาจัดสร้างจุดหยุดรับ-ส่งผู้โดยสารแท็กซี่ ใน 2 จุด ได้แก่ หน้าตลาด อ.ต.ก. และหน้าโรงเรียนศรีอยุธยา มูลค่ากว่า 100,000 บาท ระยะสัญญา 45 วัน โดยโครงการดังกล่าวเป็นโครงการทดลองนำร่องตามมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งสำนักการจราจรฯ ได้สำรวจเป้าหมายจุดจอดแท็กซี่ที่จะดำเนินการเพิ่มเติมในถนนสายหลัก 28 สาย จำนวน 980 แห่ง สามารถจอดรถแท็กซี่ได้ไม่น้อยกว่า 2,500 คัน งบประมาณ 85 ล้านบาท โดยจะพัฒนาจุดจอดรถแท็กซี่แบบใหม่แทนทำทางเว้าหรือจุดจอดแท็กซี่อัจฉริยะเดิม ด้วยการลดระดับทางเท้า หรือทำการลาดเอียงทางเท้ากว้างประมาณ 80 เซนติเมตร เพื่อให้รถแท็กซี่จอดคร่อมบนทางเท้ากับผิวจราจร โดยไม่กระทบต่อจำนวนช่องจราจรในถนน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ กทม.ได้ดำเนินโครงการจุดจอดรถแท็กซี่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน 2 - 3 จุดมาแล้ว ได้แก่ บริเวณสีลม สาทร เป็นต้น ส่วนโครงการในอนาคตที่เหลือนั้นขณะนี้รออนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินการต่อไป อีกทั้งต้องประเมินผลในโครงการนำร่องก่อนว่ามีประโยชน์มากน้อยเพียงใด ขณะที่ โครงการ จุดจอดแท็กซี่อัจฉริยะ ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการในสมัยของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. จำนวน 150 จุดนั้น โดยมีการปาดทางเว้าเพื่อทำที่จอดรถแท็กซี่จุดละ 2 - 3 คัน พร้อมติดตั้งตู้จอคอมพิวเตอร์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปกดปุ่มใช้บริการเรียกรถแท็กซี่ แต่ระบบก็ไม่สมบูรณ์แบบจนสุดท้ายต้องยกเลิกโครงการ และปัจจุบันจุดจอดรถแท็กซี่อัจฉริยะก็มีรถจักรยานยนต์ และรถยนต์ส่วนบุคคลเข้ามาจอดอย่างถาวรในหลายจุดไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ตามเป้าหมาย
มูลนิธิโรคอัลไซเมอร์ฯจัมมือกทม.ทำโครงการคัดกรองความจำ
คุณหญิงอุไรวรรณ ศิรินุพงศ์ รองประธานมูลนิธิโรคอัลไซเมอร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากที่มูลนิธิโรคอัลไซเมอร์ฯ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ได้จัดงาน “สร้างสรรค์สังคมไทย ห่างไกลอัลไซเมอร์ ครั้งที่ 1” เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการทดสอบความจำ ขณะเดียวกันหลังจากนั้นได้มีผู้สอบถามเข้ามาถึงการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ ตลอดจนถึงดูแลผู้สูงวัยที่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้มูลนิธิโรคอัลไซเมอร์ฯ จึงร่วมกับ กรุงเทพมหานครและศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย จัดทำ โครงการคัดกรองความจำ” ในวันที่ 1 - 5 มิถุนายน นี้ ณ ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 68 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอาย และผู้ดูแลได้เข้าร่วมกิจกรรมได้ทราบถึงสัญญาณเตือนถึงการเป็นโรคอัลไซเมอร์ เพื่อการเตรียมความพร้อมป้องกันตั้งแต่เริ่มแรก
“โดยกลุ่มคนที่ควรจะไปคัดกรองความจำในครั้งนี้ คือ ผู้ที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป ผู้ที่มีปัญหาเรื่องความจำ มีปัจจัยเสี่ยงเนื่องจากมีญาติมีประวัติเคยรักษาโรคอัลไซเมอร์” คุณหญิงอุไรวรรณ กล่าว
แพทย์หญิงมาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานคร ได้เตรียมความพร้อมในด้านการให้บริการกับผู้สูงอายุที่สนใจเข้าร่วมคัดกรองในครั้งนี้ โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ ศ.พญ.นันทิกา ทวิชาชาติ หัวหน้าคลินิกความจำ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ รศ.พวงสร้อย วรกุล นักจิตวิทยาประจำโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มาให้การอบรมเจ้าหน้าที่ของศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 68 แห่ง ในวันที่ 12 และ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และคาดว่าแต่ละศูนย์ฯ จะสามารถให้บริการผู้ที่เข้ามาร่วมในครั้งนี้ อย่างเพียงพอกับความต้องการ
ด้านนายแพทย์ธงชัย ทวิชาชาติ กรรมการมูลนิธิโรคอัลไซเมอร์ฯ กล่าวว่า จากผลการศึกษาของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขพบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 60 ปี ขี้นไปถึงกว่า 7 ล้านคน และคาดว่าจะมีผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมประมาณ 2.1 ล้านคน ในจำนวนนี้คาดว่าจะเป็นผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ถึง 1 ล้านกว่าคน การจัดทำโครงการในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาดังกล่าวข้างต้น
นายแพทย์ธงชัย ยังชี้ให้เห็นถึงอาการเตือนของโรคอัลไซเมอร์ว่า มีหลายระดับเริ่มแรกอาจจะเป็นเพียงหลงลืมเล็กน้อย จนถึงระดับที่เป็นมาก โดยเริ่มจาก 1. ความผิดปกติทางด้านความทรงจำ จำอะไรไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจำใหม่ และเริ่มมากขึ้นจนลืมความทรงจำในอดีต 2. ความผิดปกติเกี่ยวกับการใช้ภาษา ผู้ป่วยจะหาคำพูดที่เหมาะสมกับคำที่จะพูดไม่ได้ เรียกชื่อสิ่งของผิด และไม่มีสมาธิทำให้ไม่สามารถสนทนาหรือสร้างประโยคได้จึงทำให้พูดประโยคสั้นลงจนในที่สุดอาจจะพูดซ้ำ ๆ หรือไม่พูดเลย 3.ความผิดปกติเกี่ยวกับความรู้ทิศทางและเวลา ผู้ป่วยอาจหลงทาง ไม่รู้วัน เวลา สถานที่ บุคคล และกลางคืนไม่ยอมนอน หรือนอนไม่เป็นเวลา
4.ความผิดปกติของความเฉลี่ยวฉลาด ความสามารถของผู้ป่วยที่เคยมีขาดหายไป เช่น ความมีเหตุผล การช่วยเหลือตนเอง การคำนวณ 5.บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงและพบอาการทางจิตเวช โดยอาการที่พบบ่อยมากที่สุดคือ มีพฤติกรรมซ้ำๆ ซึมเศร้า ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ไม่มีเหตุผล เฉื่อยชา กังวล หงุดหงิด หวาดระแวง และพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น การแสดงออกทางสังคมไม่เหมาะสม เห็นภาพหลอน หูแว่ว เป็นต้น 6. ความผิดปกติทางระบบการเคลื่อนไหวและระบบประสาทส่วนอื่น ๆ ความผิดปกติเหล่านี้เกิดขึ้นในระยะหลังของโรค ซึ่งได้แก่ อาการเคลื่อนไหวช้า สั่น หรือ ชัก หรือมีอาการกระตุก บางคนมีอาการเกร็งกล้ามเนื้อร่วมด้วย
“ ซึ่งจะเป็นการดีกว่าหาก เราสามารถทราบว่าผู้สูงอายุท่าน นั้นๆมี ความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ หรือไม่ เพื่อหาทางป้องกันรักษาให้เหมาะสมแต่ละรายต่อไป จึงถือโอกาสนี้ขอเรียนเชิญผู้สูงอายุที่สนใจ ให้รีบมาคัดกรองเพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัย ตลอดจนถึงคำแนะนำในการดำเนินชีวิตและการรักษาต่อไป” นายแพทย์ธงชัย กล่าว



