
มองเมืองไทยในวันอาหารโลก
มองเมืองไทยในวันอาหารโลก : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล
วันที่ 16 ตุลาคม ของทุกปี ทางองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ได้กำหนดให้เป็นวันอาหารโลก (World Food Day) เพื่อให้ประเทศสมาชิกตระหนักถึงความสำคัญของอาหาร ทั้งในเรื่องของการผลิต คุณค่าของอาหารและโภชนาการ ที่สำคัญคือ ปัจจุบันโลกมีประชากรรวมกันถึง 7 พันล้านคน แต่กว่าครึ่งของพลโลกอยู่ในสภาพที่อดอยากขาดแคลนอาหาร ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของหลายๆ ประเทศในทวีปแอฟริกา และเอเชีย
จำนวนประชากรที่เพิ่มสูงที่สุดนับตั้งแต่มีมนุษย์อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ ส่งผลกระทบต่อโลกอย่างมากมาย ทั้งในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และที่ดินซึ่งใช้ในการเพาะปลูก ซึ่งสวนทางกับการขยายตัวของเมืองและวิถีชีวิตของผู้คนยุคใหม่ สำหรับประเทศไทยของเราอาจจะโชคดีที่มีผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข่าวอู่น้ำมาแต่โบราณกาล
และเป็นแหล่งอาหารของโลกในปัจจุบัน แต่หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดิน ระบบชลประทาน และระบบนิเวศวิทยา เพื่อรักษาปริมาณและคุณภาพของดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อม ให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ก็น่าเป็นห่วงเหมือนกันว่า ในอนาคตประเทศไทยอาจจะต้องประสบกับปัญหาเรื่องอาหารได้เหมือนกัน
ในวันอาหารโลกปีนี้ ทางกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนาม ร่วมกับเอฟเอโอประจำเวียดนาม จัดงานวันอาหารโลกในหัวข้อ “สหกรณ์การเกษตร : แนวทางแห่งการเลี้ยงโลก” ซึ่งเน้นความสำคัญของสหกรณ์การเกษตรในการต่อสู้กับความอดอยากยากจน และความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงการสร้างงาน - ปัจจุบันนี้ เวียดนามมีสหกรณ์ 19,500 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นสหกรณ์การเกษตร จำนวน 9,000 แห่ง มีสมาชิก 6.7 ล้านคน ในช่วงเวลาหนึ่งทศวรรษ นับจากปี ค.ศ.2002 เป็นต้นมา สหกรณ์มีสัดส่วนประมาณ 6.38 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ และสร้างงานให้คนกว่า 3 แสนคนในชนบทนอกจากนี้สหกรณ์ยังมีบทบาทอย่างมากในการปรับผลผลิตการเกษตรไปสู่ผลิตผลด้านอุตสาหกรรม
ในประเทศไทยเองได้มีการตั้งสหกรณ์การเกษตรแห่งแรกตั้งแต่ ปีพ.ศ.2459 ที่ จ.พิษณุโลก จากตัวเลขในปี พ.ศ.2553 เรามีสหกรณ์การเกษตร 3,695 แห่ง แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ประมง และสหกรณ์นิคม มีสมาชิกรวมกัน 6.3 ล้านคน มีทุนดำเนินกิจการ 1.40 แสนล้านบาท เมื่อดูจากตัวเลขแล้ว กิจการสหกรณ์ของไทยก็ไม่ได้ด้อยกว่าเวียดนามหรอกครับ แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ เหตุใดเกษตรกรไทยจึงยังต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ นานา ตั้งแต่เรื่องที่ดินทำกิน พันธุ์พืช การเพาะปลูก ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง การเก็บเกี่ยว ราคาผลผลิต และจบลงด้วยการเป็นหนี้ธนาคารและหนี้นอกระบบ ทำไมถึงต้องมีโครงการจำนำข้าว และทำไมชาวนาถึงยากจนติดดิน ขณะที่นับแต่ 2553 เป็นต้นมา เวียดนามกำหนดนโยบายให้ชาวนามีผลกำไร 30 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนการผลิต เวียดนามมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 46.5 ล้านไร่ บริเวณใหญ่ที่สุดอยู่ที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ผลผลิตประมาณ 39 ล้านตัน ขณะที่ประเทศไทยมีพื้นที่ในการทำนาประมาณ 60 ล้านไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิ 16 ล้านไร่ ผลผลิตประมาณ 5 ล้านตัน ที่เหลือปลูกข้าวเจ้าพันธุ์อื่นและข้าวเหนียว แต่ผลผลิตต่อไร่ของเวียดนามสูงกว่าไทย เนื่องจากใช้พันธุ์ข้าวที่มีอายุสั้น ให้ผลผลิตสูง มีระบบชลประทานที่ครอบคลุมพื้นที่ 90 เปอร์เซ็นต์ และดำเนินนโยบาย 3 ลด คือ ลดการใช้เมล็ดพันธุ์ให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการใช้ยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืช กับ 3 เพิ่ม คือ เพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพ เพิ่มผลกำไร
วันอาหารโลกปีนี้ นอกจากจะเป็นกังวลต่อปัญหาเรื่องอาหารของชาวโลกแล้ว เราก็คงต้องเป็นกังวลต่อปัญหาเรื่องอาหารของคนไทยด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นทั้งอาหารหลักและสินค้าออกที่สำคัญของเรา และน่าจะถึงเวลา ที่จะต้องรื้อโครงสร้างการเกษตรของไทยทั้งระบบอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที ก่อนที่ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่ขาดแคลนอาหาร หรือต้องนำเข้าข้าวจากเวียดนาม



