ข่าว

คมชัดลึกจัดถก'3จีไทย..ล้ม..รุก?'

คมชัดลึกจัดถก'3จีไทย..ล้ม..รุก?'

15 ต.ค. 2555

รายการ "คม ชัด ลึก" ทางเนชั่นแชนแนล จัดในหัวข้อ "3 จี ไทย.. ล้ม.. รุก ?"

               หลังศาลปกครองสั่งยกคำร้องการฟ้องล้มการประมูล 3 จี ในวันที่ 16 ตุลาคมนั้น รายการ "คม ชัด ลึก" ทางเนชั่น แชนแนล เมื่อคืนวันที่ 15 ตุลาคม ก็ได้หยิบยกประเด็นร้อนนี้มาพูดคุยอีกครั้ง ในหัวข้อ "3 จี ไทย.. ล้ม.. รุก ?" มีผู้ร่วมรายการคือ ดร.พรเทพ เบญญาอภิกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระ และนายศาสตรา โตอ่อน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และที่ปรึกษากฎหมายกลุ่มกรีน
 
                นายศาสตรา กล่าวว่า เหตุที่กลุ่มกรีนฟ้องร้องช้ากว่ากลุ่มอื่นๆ ขอชี้แจงว่า เหตุที่ฟ้องในเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการให้ล้มการประมูลคลื่น 3 จี เพราะทางกลุ่มก็อยากเห็นคนไทยใช้คลื่น 3 จีได้เหมือนกับต่างประเทศ แต่ที่ยื่นร้องต่อศาลเราเห็นว่ายังมีบางประเด็นที่ยังเป็นข้อสงสัย ที่ควรจะต้องมีการตรวจสอบให้เกิดความถูกต้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างสูงสุด
 
                นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า หลังจากที่ศาลปกครองสั่งให้ยกคำร้องที่ยื่นเรื่องคัดค้านแล้ว สิ่งที่อยากเห็นจากนี้ คือ ไม่มีการฟ้องร้องกลับผู้ที่ยื่นเรื่องคัดค้าน กสทช.ตามข่าวก่อนหน้านี้ ส่วนตัวเห็นว่า กสทช.จะมีอำนาจยื่นฟ้องร้องกลับผู้ที่มายื่นเรื่องได้หรือไม่ก็ตาม แต่เห็นว่าการยื่นเรื่องคัดค้านในเรื่องนี้ ถือเป็นการทำหน้าที่ของภาคประชาชน หากกสทช.จะยื่นเรื่องฟ้องกลับ ก็อาจจะทำให้ในอนาคตผู้ที่คิดจะตรวจสอบการทำหน้าที่การใช้อำนาจของกสทช. ก็อาจจะไม่มีอีกก็ได้    
 
                ดร.พรเทพ กล่าวว่า เรื่องตัวเลขการเริ่มต้นประมูลนั้น ไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ว่าตัวเลขจะเหมาะสม และก็ไม่ได้ติดใจตัวเลขเริ่มต้นการประมูล 4.5 พันล้านบาท แต่สิ่งที่ติดใจคือ ที่มาของตัวเลขดังกล่าว ซึ่งการประมูลครั้งนี้ได้นำตัวเลขของรายรับการประมูลขั้นสุดท้ายในประเทศมาใช้คิดคำนวณ แต่ไม่ใช่ตัวเลขของตัวมูลค่าคลื่น 3 จี และข้อมูลที่นำมาใช้เป็นข้อมูลของ 17 ประเทศที่มีการจัดการประมูลที่แตกต่างกัน แต่ผู้วิจัยของเราไม่ได้คำนึงถึงตัวแปรการแข่งขันของการประมูล ดังนั้นสิ่งที่เราได้มาคือ เกณฑ์เฉลี่ยของแต่ละประเทศที่ประสบความสำเร็จ และไม่ประสบความสำเร็จของแต่ละประเทศ ดังนั้นหากเราคิดตัวเลขกลางๆ ตัวเลขเกณฑ์เฉลี่ยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 6.4 พันล้านบาท ทั้งนี้ สิ่งที่สงสัยคือ วิธีการประมูลที่จะใช้วิธีการดึงผลประโยชน์ที่จะตกอยู่กับประเทศชาติจากบริษัทที่เข้าร่วมประมูล โดยไม่ทำให้ประสิทธิภาพ หรือการแข่งขันหลังจากประมูลมีการเปลี่ยนแปลงไป