
ว่าด้วย สื่อ ความไว้ใจ และประชาธิปไตย
ว่าด้วย สื่อ ความไว้ใจ และประชาธิปไตย : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีโอกาสได้ไปเสวนาโต๊ะกลม ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยคณะนิติศาสตร์ (รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม และ ดร.ปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง) ท่านเป็นโต้โผใหญ่ในการผลักดันให้เกิดการจัดงานนี้ขึ้นมา และมีก็มีวิทยากรหลายท่านมาให้ความรู้ความเห็น ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ (ในประเทศนั้น รวมถึง ดร.พิรงรอง รามสูตร แห่งคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยครับ) แต่ผมอยู่ได้ไม่จบ เลยยังไม่ได้ฟังจากอีกหลายท่าน และมีบางเรื่องที่ยังไม่มีโอกาสได้พูด
สรุปว่าได้รับความรู้มากมายจากในวง ก็เลยอยากเอามาโม้ต่อสักหน่อย เพราะผมว่าโจทย์ในการจัดงานน่าสนใจมากๆ เพราะการตั้งคำถามความสัมพันธ์สามฝ่ายนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก ด้วยว่า ความไว้ใจกับประชาธิปไตยนั้น เป็นเรื่องใหญ่ และที่สำคัญสื่อก็มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้อยู่มาก
อย่างคำถามที่คลาสสิกก็คือ ความไว้ใจจำเป็นมากหรือน้อยต่อประชาธิปไตย ก็ต้องตอบว่า ความไว้ใจนั้นจำเป็นอยู่มาก แต่บางทีเราก็ไปยึดติดกับเรื่องบางเรื่องเสียจนคิดว่าเราอยู่ในสังคมก็ต้องมีหน้าที่ไม่ไว้ใจรัฐบาลเข้าไว้ หรือถ้าใครแสดงความไว้ใจรัฐบาลมากกว่าแถวกว่าแนวที่ตนเองตั้งไว้ก็จะรู้สึกว่ามีสีมีกลิ่นไปซะหมด
รวมทั้งใครแสดงความไว้วางใจระบบทุนนิยมมากกว่าแถวกว่าแนวของตนเองก็รู้สึกว่ามีสีมีกลิ่นไปเสียหมด
พูดแบบนี้ทุกคนก็ต้องสอบถามตัวเองแหละครับว่า เวลาพูดเรื่องความไว้วางใจและไม่ไว้วางใจนั้น จะต้องเล่นแบบยืนตรงข้ามอำนาจไว้ตลอดเวลาหรือเปล่า ในแง่ของความ "ไม่ไว้วางใจ"
ทั้งที่ในระบบของความไม่ไว้วางใจมันก็มีเรื่องของ "ความชอบธรรม" และ "ความอดทนอดกลั้น" ด้วย
หรืออย่างความพยายามที่จะพูดถึงว่าสื่อต้องปลอดจากระบบทุนนิยม บางทีก็ต้องกล้าพูดว่า ถ้าขายข่าวไม่ได้แล้วจะไปเอาตังค์มาจากไหนถ้าไม่ไป "ขอ" เขามา แล้วแต่ละท่านนั้นเงินเดือนก็ไม่ใช่น้อยๆ ไม่ว่าจะสื่อรัฐ สื่อเอกชน หรือสื่อประชาสังคม (มีแต่ชาวบ้านที่เป็นข่าว หรือพวกสื่อพลเมืองในความหมายที่ทำให้เขาทำข่าวฟรีมาให้เราขายนั่นแหละครับ ที่ถูกแสนถูก)
บ้านเราเนี่ยผ่านกันมาห้าหกปี ก็รู้ๆ กันหมดแล้วว่าใครยืนตรงไหน จนบางทีคนที่เขายืนตรงข้ามกันเขายังเคารพกันเสียยิ่งกว่าคนที่คิดว่าตัวเองยืนตรงกลางแล้วพยายามขีดเส้นให้คนอื่นเขาเล่นตามเสียอีก เพราะถึงเวลาความเป็นกลางหรือจรรยาบรรณก็กลายเป็นนิยายเรื่องใหม่ที่จะขีดเส้นให้คนอื่นเขาเล่นอยู่ในเรื่องราวที่ตนเองต้องการจะเขียน หรือจรรยาบรรณนั้นกลายเป็นเรื่องที่ใช้กับศัตรูมากกว่ามิตร?
หรือว่าสุดท้ายทุกคนก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า เส้นของจรรยาบรรณของตัวเองนั้นมันอยู่ประมาณไหน มากกว่าจะมองว่าบางคนมีและบางคนไม่มี
ทีนี้มาว่าด้วยเรื่องความไว้ใจกันต่อ ซึ่งผมรู้สึกว่ากรอบคิดในเรื่องของความไว้ใจนั้นอาจจะมีหลายอย่าง ทั้งในแง่ของความไว้วางใจของประชาชนผู้รับสารกับระบบ ซึ่งถ้าไว้วางใจมากไปก็จะไม่ตั้งคำถามและถูกชักจูงได้ง่าย แต่ถ้าไม่ไว้วางใจเอาเสียเลยก็แปลว่าไม่เคารพคนอื่นเขาซะบ้าง เรื่องตรงนี้หาจุดพอดีได้ลำบาก
ทีนี้เรื่องมันลึกซึ้งขึ้น หากเราจะมองว่าเรื่องของความไว้วางใจนั้นมันมีมิติที่มากไปกว่าเรื่องของปัจเจกบุคคลมาสู่เรื่องของประชาธิปไตยและความไว้ใจในระดับชนชั้น มากกว่าระดับแต่ละคน เราก็กำลังเผชิญกับประเด็นที่ว่ามันมีความชัดเจนขึ้นว่า บางชนชั้นเขาไว้ใจกับระบอบมากกว่าบางชนชั้น คำถามก็คือ ในกรณีที่บ้านเมืองมีความเป็นมาและมีจุดยืนต่อเรื่องของแต่ละฝ่ายที่ต่างกันขนาดนี้ คำถามเรื่องความไว้วางใจนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อีกต่อไปเสียแล้ว
โดยเฉพาะเมื่อทั้งสื่อ (และสถาบันอื่นๆ อาทิ สถาบันนักวิชาการเอง) นั้น ก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ทางชนชั้นดังกล่าวที่ทำให้การอ้างถึงความเป็นกลางและความมีจรรยาบรรณนั้นศักดิ์สิทธิ์น้อยลงและบางทีก็ต้อง(ถูก)ตรวจสอบตัวเองด้วยเช่นกัน



