
'ยะใส'หน้าแตก!ศาลปค.ปัดรับระงับล้ม3จี
'สุริยะใส'หน้าแตก!ศาลปกครองไม่รับไต่สวนฉุกเฉิน คดี 'กลุ่มกรีน'ฟ้องล้มประมูล 3จี แต่ยังไม่ตีตกคำขอคุ้มครองชั่วคราว พนง.ทีโอทีร่วมฟ้องด้วย ด้าน'นักวิชาการ'ชี้'ดีแทค'ไม่ขาดคุณสมบัติประมูล 3จี
15 ต.ค.55 เมื่อเวลา 13.00 น. นายนราพล ปลายเนตร ประธานกลุ่มพลังใหม่ทีโอที , นายพิราม เกษมวงศ์ วิทยากร สถาบันวิชาการทีโอที และนายพงศ์ฐิติ พงศ์สิลามณี อดีตประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ สรท.ได้เดินทางมา ยื่นฟ้อง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.) และ สำนักงาน กสทช. เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 เรื่องกระทำการโดยมิชอบ กรณีการจัดประมูลจัดสรรคลื่นความถี่ 3 จี ไม่เป็นไป ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และรัฐธรรมนูญ ฯ ปี 2550
เนื่องจาก กสทช. และสำนักงาน กสทช. ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าประมูลคลื่นความถี่ 3 จี จำนวน 3 บริษัท ซึ่งล้วนเป็นบริษัทในเครือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) , บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ที่มีสัมปทานธุรกิจโทรคมนาคมอยู่กับ บมจ. ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม และมีข้อพิพาทเรื่องการโอนทรัพย์สินในกิจการโทรคมนาคมกันอยู่ ทำให้อาจมีการถ่ายเททรัพย์สินภายใต้สัญญาสัมปทานให้บริหารโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 จี ไปเป็นทรัพย์สินของเอกชนที่จะให้บริการ 3 จี ในอนาคตซึ่งจะเป็นการเพิ่มการผูกขาดการให้บริการโดยบริษัทเอกชนทำให้ประชนเป็นผู้เสียประโยชน์
ดังนั้นจึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้ กสทช.และ สำนักงาน กสทช. ชะลอการประมูลจัดสรรคลื่นความถี่ 3 จี ออกไปก่อนจนกว่า กสทช. และ สำนักงาน กสทช. จะมีการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการอนุญาต สัมปทาน ของบริษัทเอกชนที่กล่าวมาทั้ง 3 บริษัท พร้อมทั้งขอให้ศาลมีคำสั่งไต่สวนฉุกเฉินและกำหนดวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา
ต่อมาเวลา 13.50 น. ศาลปกครองกลาง ก็ได้มีคำสั่งไม่รับไต่สวนฉุกเฉินคดีที่นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน กับพวกรวม 6 คน ยื่นฟ้อง กสทช. เรื่องกระทำการโดยมิชอบ กรณีการออกระเบียบและจัดประมูลจัดสรรคลื่นความถี่ 3 จี ในวันที่ 16 ต.ค.นี้
" โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้มีเหตุสมควรที่จะยังไม่ดำเนินการไต่สวนในวันนี้ ซึ่งศาลจะได้มีคำสั่งไต่สวนในภายหลังโดยเร็ว"
ขณะที่ นายสุริยะใส กตะศิลา และนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความ ได้เดินทางมารับทราบคำสั่งศาลด้วยตัวเอง
ภายหลังรับทราบคำสั่ง นายนิติธร กล่าวว่า การที่ศาลปกครองยกคำขอเฉพาะการไต่สวนฉุกเฉิน เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการฟ้องคดีเกี่ยวกับการประมูล 3จี ซึ่งศาลได้เห็นเนื้อหาสาระแห่งคดีมาบ้างแล้ว ประกอบกับสำนวนที่เราได้ยื่นฟ้องใหม่ในวันนี้ ได้ระบุรายละเอียดไว้ชัดเจน ซึ่งศาลอาจเห็นพยานหลักฐานเพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนฉุกเฉินอีก อย่างไรก็ตามในส่วนคำฟ้องและคำขอคุ้มครองชั่วคราวอยู่ในการกระบวนพิจารณาของศาล ยังไม่ได้ตกไป
ด้าน นายสุริยะใส กล่าวว่า เมื่อศาลออกคำสั่งมาอย่างนี้ ยิ่งจะต้องทำให้ กสทช.คิดมากกว่า ว่าจะยังเดินหน้าจัดประมูลคลื่นความคถี่ 3จี ในวันที่ 16 ต.ค.หรือไม่ เพราะหากวันหน้าศาลมีคำสั่งให้ระงับการประมูลไว้ก่อน ย่อมจะเกิดความเสียหาย
"กลุ่มกรีน"ฟ้องศาลปค.ล้มประมูล3จี
เวลา 09.30 น. นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน ( GREEN POLITIC) พร้อมด้วยนายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายกิตติชัย ใสสะอาด รองประธานสหภาพแรงงาน รัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พร้อมพวกซึ่งเป็นผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ รวม 6 ราย และนายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความ เดินทางมายื่นฟ้อง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.) เรื่องกระทำการโดยมิชอบ กรณีการออกระเบียบและจัดประมูลจัดสรรคลื่นความถี่ 3 จี ในวันที่ 16 ต.ค.นี้ ขัดต่อ พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2533 และไม่เป็นไปตามขั้นตอนและระเบียบ กสทช. ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของสาธารณะ พ.ศ.2548
ทั้งนี้ จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษายกเลิกการจัดประมูลคลื่นความถี่ 3 จี ในวันที่ 16 ต.ค.55 และให้ กสทช. ทบทวนการปรับราคาขั้นต่ำในการประมูลให้สมเหตุผล เพื่อให้รัฐได้รับประโยชน์สูงสุด รวมทั้งให้ กสทช.ดำเนินการจัดประมูลต่อไปตามบทบัญญัติของกฎหมายโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ
นอกจากนี้ นายสุริยะใส และพวก ยังได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อมีคำสั่งระงับการจัดประมูลคลื่น ความถี่ 3 จี ในวันที่ 16 ต.ค.55 เป็นการชั่วคราวก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา และให้ กสทช. เปิดเผยข้อกำหนดและวิธีการเงื่อนไข ราคา และข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการประมูล 3 จีให้ประชาชนได้ทราบอย่างทั่วถึง และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในสังคมอย่างแท้จริง โดยศาลปกครอง รับไว้เป็นคดีในสารบบความ หมายเลขดำ 2263/2555 ซึ่งศาลจะพิจารณาคำฟ้องและมีคำสั่งต่อไปว่ารับฟ้องและไต่สวนฉุกเฉินหรือไม่
ขณะที่ นายสุริยะใส ผู้ประสานงานกรีน ผู้ฟ้อง กล่าวว่า ขอยืนยันว่าเจตนารมณ์ที่มาฟ้องระงับการประมูล 3 จีนี้ไม่ได้มีเป้าหมายในการล้มการประมูล 3 จี อย่างที่มีกล่าวหา เพราะตนในฐานะคนไทยก็อยากใช้ 3 จี แล้วเช่นกัน แต่เห็นว่า วิธีการดำเนินประมูลของ กสทช. มีจุดอ่อนไม่มีการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ และเสี่ยงต่อการทำผิด พรบ.ฮั้วประมูล
ทั้งนี้ นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า การตั้งราคาประมูลขั้นต่ำ สำหรับคลื่นความถี่ขนาด 5 เมกะเฮิรตซ์ไว้ที่ 4,500 ล้านบาท นั้นต่ำกว่าราคาที่คณะวิจัยเศรษฐศาสตร์จุฬา ฯ เสนอไว้ที่ 6,440 ล้านบาท จะทำให้ประทศชาติเสียหายขาดรายได้ไปถึง 1.8 หมื่นล้านบาท ขณะที่หลักเกณฑ์การประมูลตนมองว่า กสทช. ควรนำวิธีการประมูลแบบ N-1 ที่เคยใช้ในการจัดประมูลปี 2553 ซึ่งจะมีการกำหนดว่าให้ออกใบอนุญาตได้ 3 ใบ ๆ ละ 15 เมกะเฮิรตซ์ซึ่งหากมีเอกชนยื่นมา 3 ราย ก็จะลดใบอนุญาตให้เหลือ 2 ใบในการประมูลแต่ละครั้งเพื่อเป็นการจูงใจให้เอกชนร่วมแข่งขัน แต่ในการจัดประมูลครั้งนี้ กสทช.จัดให้เอกชนได้รับใบอนุญาตรายละไม่เกิน 3 ใบเมกะเฮิรตซ์ ทั้งหมด 45 โดยไม่มีลดใบอนุญาต แบบวิธี N-1 ซึ่งจะทำให้เอกชนทั้ง 3 รายแบ่งกันลงตัว และน่าสงสัยว่าจะทำให้เกิดการฮั้วประมูลหรือไม่ ทั้งนี้หากเข้าข่ายก็เท่ากับ กสทช. จะทำผิดกฎหมาย เช่นเดียวกับการประชาพิจารณ์ กสทช. ก็ใช้เวลาเพียง 30 วัน ทั้งที่กฎหมายกำหนดให้ใช้เวลาทั้งหมด 45 วัน
“ ที่กสทช.บอกว่าการชะลอประมูลออกไปจะทำให้รัฐบาลเสียหายวันละ 210 ล้านบาทและยังต้องใช้เป็นปีในการจัดประมูลใหม่ เป็นการเอาอาการหลอนเมื่อปี 2553 มาหลอนประชาชน หากจะมีการเลื่อนจริง กสทช. ก็ยังมีอำนาจปรับหลักเกณฑ์การประมูลและใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน ” นายสุริยะใส กล่าว
"นักวิชาการ"ชี้"ดีแทค"ไม่ขาดคุณสมบัติประมูล 3จี
นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระด้านกฏหมายระหว่างประเทศและกฏหมายมหาชน เปิดเผยว่า การคัดค้านบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ว่าขาดคุณสมบัติในการเข้ายื่นประมูล 3จี เป็นประเด็นที่มีการพูดกันมากว่าสองเดือนแล้ว แต่ก็ไม่มีใครสนใจให้มีการตรวจสอบ
“ปัญหาอยู่ที่ข้อความที่กำกวมของกฎหมาย กสทช. เรื่องความเป็นคนต่างด้าว คิดว่าจะต้องถูกแก้ไข เพราะถ้าไม่แก้ ด้วยคำพูดที่กว้างมากก็จะมีคนมาอ้างว่าคนโน้น คนนี้เป็นคนต่างด้าว ความเป็นจริงสถานะการถือหุ้นของดีแทคก็เป็นที่เปิดเผย ถ้ามีความเป็นห่วงเรื่องนี้จริงๆก็สามารถเรียกร้องให้ กสทช.ตรวจสอบหรืออธิบาย ชี้แจงได้ตั้งแต่ก่อนวันที่มีการตรวจสอบคุณสมบัติ ไม่ใช่มาร้องตอนที่กำลังจะประมูล มาร้องตอนนี้จะดูเหมือนมีเจตนาอื่นแอบแฝง”นายวีรพัฒน์ กล่าว
นายวีรพัฒน์ กล่าวต่อว่า ประกาศ กสทช. เรื่อง การกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ. 2555 ไม่ได้ดูเรื่องกรรมการเป็นคนต่างชาติ แต่ดูเงื่อนไขสำคัญ 3 ข้อด้วยกัน คือ 1.คนต่างด้าวถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงตั้งแต่กึ่งหนึ่งของจำนวน สิทธิออกเสียงทั้งหมด 2.คนต่างด้าวมีอำนาจควบคุมคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมผู้ถือหุ้น 3.คนต่างด้าวมีอำนาจแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการตั้งแต่กึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด
“ถึงแม้จะอ้างว่าเข้าลักษณะข้อห้าม กฏหมายนี้ก็ออกแบบให้ กสทช.แจ้งไปยังบริษัท ให้ไปทำการแก้ไขให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนด แต่ไม่ได้ให้อำนาจไปฟ้องศาลเพื่อล้มการประมูล”นายวีรพัฒน์ กล่าว
นายวีรพัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า คลื่นความถี่เป็นของประชาชน เป็นทรัพยากรของชาติ ดังนั้นหากยิ่งให้มีการแข่งขันเพื่อให้ได้ราคา หรือจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบการเพิ่ม ประเทศก็จะได้ประโยชน์ แต่หากอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร หรือให้มีการผูกขาดประเทศก็ไม่ได้ประโยชน์
"อย่างทีโอทีได้คลื่นไปแล้วไม่ทำอะไร ขณะที่เอกชนวิ่งแข่งขันเพื่อให้ได้คลื่น 15 เมกกะเฮิร์ตมา ถ้าลงมาแข่งด้วยกันเป็น 4 ราย ไม่ดีกว่าหรือ ใครเป็นลูกค้าทีโอทีอยากใช้ก็ใช้ไป มีฐานลูกค้าทั่วประเทศถือว่ามีความได้เปรียบ แต่การแข่งก็ต้องลงทุนมาก ต้องขยัน ไม่สามารถบริหารแบบเดิมๆได้ เหมือนที่เป็นอยู่"นายวีรพัฒน์ กล่าว
นายวีรพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า การทำให้เกิด การผูกขาดจะเกิดช่องว่างในการทุจริตง่ายและเป็นการทำลายเศรษฐกิจเสรีนิยม แต่เข้าใจได้ว่าธุรกิจโทรคมนาคมเป็นเค้กก้อนโต ผลประโยชน์มหาศาล ใครก็อยากได้เปรียบเหนือคู่แข่ง จึงพยายามจะเล่นนอกเกมและแอบชกใต้เข็มขัดกัน
"สมมุติว่าถ้าผมต้องเอาเงินเป็นหมื่นล้านไปจ่ายรัฐวิสาหกิจ ผมก็ต้องพยายามทำให้ผู้ใหญ่โอเค นิ่งเฉยแล้วเกิดอะไรขึ้นตามมา สิ่งที่เกิดขึ้นคือการสืบทอดการผูกขาด การพยามหาช่องโหว่ หลบเลี่ยง ตกลงกันแบบลับๆล่อๆ...อย่างกรณีค่ายมือถือหนึ่ง ที่มีปัญหายืดเยื้อมาจนถึงวันนี้" นายวีรพัฒน์ กล่าว
ขณะที่ ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า กรณีนี้คงล้มการประมูล3จีไม่ได้ แต่หลังจากนี้จะมีสิทธิตรวจสอบ ต้องดูจากพฤติกรรม อาจเป็นเรื่องเงินกู้ลงทุนมาจากไหน เป็นปัญหาภายหลังจากประกอบธุรกิจแล้ว ถามว่าจะเป็นบรรทัดฐานหรือเป็นปัญหาในอนาคตอย่างไร ถ้าเป็นปัญหาคงเป็นตั้งแต่ระดับ องค์การการค้าโลก(WTO)แล้ว ไม่ต้องรอถึงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะมีข้อถกเถียง ขัดแย้งพอสมควร
“การใช้ดุลยพินิจตีความและการดูแต่ละเรื่องที่ลงรายละเอียดจุกจิกไปหมดเป็นสิ่ง ที่แปลกมากที่ทำกันเขาไม่ได้ใช้ดุลยพินิจ แต่ดูเรื่องหุ้นส่วนทางตรง ทางอ้อม และไม่ใช่อยู่ที่คนใช้กฎหมายว่าจะพิจารณาเอง ซึ่งอาจจะถูกหยิบมาใช้เฉพาะกรณีๆไปได้ ขึ้นอยู่กับคนใช้ว่าจะตีความอย่างไร”ดร.เดือนเด่น กล่าว
ดร.เดือนเด่น กล่าวต่อว่า เอาแค่เรื่องกู้เงินจากต่างประเทศถึงจุดไหนจึงจะถือว่าเป็นบริษัทต่างชาติ ทั้งที่บริษัทไทยก็กู้จากต่างประเทศ การที่ธุรกิจโทรคมนาคมมีผลประโยชน์สูง การแข่งขันก็สูง เป็นไปได้ว่าคู่แข่งบางรายก็ไม่อยากให้ต่างชาติมาแข่งกับไทย เป็นเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบ
“อาจมองว่าทุนต่างชาติมีมากกว่า สายป่านยาวกว่าจะสู้ไม่ไหว ความจริงควรมองผล ประโยชน์ประเทศชาติในภาพรวม ไม่ใช่แค่ผลประกอบการเอกชนรายใดรายหนึ่งในตลาดนั้นๆ ถ้าหลุดจากกรอบได้อะไรที่ดีต่อชาติ ก็จะมองทะลุในเรื่องฉันเป็นไทยเธอเป็นเทศไปได้ ความรักชาติบางทีคุณอาจถูกหลอกให้ไปเชียร์อีกฝ่าย และต้องระวังเงินในกระเป๋าตัวเองให้ดีด้วย เขาไม่อยากให้คนอื่นมาแข่ง แต่อยากจะไถเงินคุณต่อไป ผู้ประกอบการเหมือนกันหมดทุกรายนั่นแหล่ะ ถ้ามีอำนาจผูกขาด เขาก็เอาเปรียบ” ดร.เดือนเด่น กล่าว



