ข่าว

เมื่อนักวิชาการ(บางแห่ง)ต้องการเอาตัวรอด

เมื่อนักวิชาการ(บางแห่ง)ต้องการเอาตัวรอด

15 ต.ค. 2555

เมื่อนักวิชาการ(บางแห่ง)ต้องการเอาตัวรอด : แลกคนละหมัด โดยชินสัคค สุวรรณอัจฉริย [email protected]

             หลายๆ คนมักจะตั้งความหวังของสถาบันการศึกษาไว้สูงมาก ไม่นานมานี้ต่างฮือฮากันในความสำเร็จของมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในการติดอันดับ 389 ในการจัดอันดับ 400 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกซึ่งต้องขอแสดงความชื่นชมบุคลากรของหน่วยงานดังกล่าวที่อุทิศและทุ่มเทให้แก่ตนเองและหน่วยงาน ซึ่งบางมหาวิทยาลัยก็แสดงความคิดเห็นถึงว่าหากต้องการความสำเร็จนั้นต้องทุ่มงบประมาณปีละหมื่นล้านจึงสามารถทำให้มหาวิทยาลัยในไทยติดอันดับโลกได้
   
             อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการมองว่าการของบประมาณเพิ่มขึ้นนั้นไม่น่าจะมีปัญหา ปัญหาคืองานวิจัยนั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ต่างหากแก่สังคมซึ่งก็ต่างแสดงความคิดเห็นที่มีเหตุผลต่างกัน แต่ท่ามกลางการถกเถียงดังกล่าวอยู่ในช่วงเวลาของการประเมินการทำงานของพนักงานมหาวิทยาลัยในปัจจุบันนั้น บางมหาวิทยาลัยไม่ได้คิดแบบนั้นถึงการถกเถียงประเด็นนี้ แม้รู้ว่างานวิจัยเป็นภาระหน้าที่ไม่สามารถปฏิเสธได้กลับทำเป็นไม่รู้เห็นในการนำมาใช้ในการประเมิน อย่างเช่นภาระการทำงานของบางมหาวิทยาลัยใช้การสอนประมาณ 45% การวิจัย 10% และการทำงานด้านกิจกรรมบริการวิชาการและทำนุบำรุงด้านศิลปวัฒนธรรม 45% โดยหากสอนจำนวนชั่วโมงมากต่อสัปดาห์ได้คะแนนแยะกล่าวคือสอนเกิน 50 ชม. ถือว่าสุดยอดแม้ว่าผู้สอนไม่สามารถที่เขียนหนังสือที่ใช้ในการสอนได้หรือมีประสบการณ์ด้านการศึกษาวิจัยในเรื่องที่นำเอามาสอนก็ตาม ดูไปแล้วเหมือนกับบางโรงเรียนที่อาจารย์น่าสงสารมากที่ต้องสอนทุกวิชาแม้ว่าตนเองไม่ถนัดแต่นั้นยังมีคำอธิบายว่า โรงเรียนขาดบุคลากรจึงต้องสอนมากหลายวิชาแต่นี้ เป็นมหาวิทยาลัย
   
             ในขณะที่งานวิจัยหากไม่มีผลงานได้คะแนนเท่ากับ 1 ถือว่าไม่ตก (คิดได้ยังไงอาจต้องไปดูภาพยนตร์ 2+2=5 จงเชื่อฟัง) ถือว่ามีภาระการทำงานเท่ากับ 1 ชม./สัปดาห์ ทั้งที่ไม่มีเลย แต่หากมีคะแนนวิจัย 3.5 ชม./สัปดาห์ คือว่าปานกลางและ 5ชม./สัปดาห์ คือสุดยอดโดยการจัดชั่วโมง/สัปดาห์นั้นดูเหมือนกับว่าถูกต้องแต่จริงระหว่างปานกลาง ดี และดีมากนั้นต่างกันแค่ 1 ชม./สัปดาห์ ฉะนั้นในความหมายของภาระงานวิจัยที่ดีมากนั้นแค่จำนวน 5 ชม./สัปดาห์ ซึ่งไม่ได้สะท้อนให้เห็นหรือโยงใยกับผลประโยชน์ต่อคณะ มหาวิทยาลัยและท้องถิ่นเลยโดยเฉพาะงานวิจัยที่นำมาใช้ได้ซึ่งในปัจจุบัน หน่วยงานที่ประเมินคุณภาพของมหาวิทยาลัยเรียกร้องงานวิจัยเช่นนี้อยู่ สังคมมีคำถามตลอดเวลากับนักวิชาการที่ใช้คำพูดที่มีเหตุผลและทำหน้าตาฉลาด ซึ่งดูแล้วเหมือนกับการสมรู้ร่วมคิดกันเพื่อให้ตนเองเอาตัวรอดโดยไม่ใส่ใจกับสังคม ศีลธรรมและจริยธรรมที่ตนเองชอบวิจารณ์นักการเมือง
   
             ในขณะที่งานด้านทำนุบำรุงด้านศิลปวัฒนธรรมจะเน้นไปในกิจกรรมเกี่ยวกับนักศึกษาด้านการเชิญวิทยากรมาบรรยายหรือการจัดอบรมกิจกรรมทั่วไปแก่นักศึกษา 45 ชม./สัปดาห์ซึ่งก็มีปัญหาบางอย่างเนื่องจากต้องทำงานกับภายนอกด้วย โดยเฉพาะการบริการทางวิชาการมีให้เห็นน้อยมากว่าคณะมีการเชื่อมโยงกับภายนอกในการทำงานและบูรณาการความรู้จากภายนอกเป็นบทเรียนและวิชาเรียน โดยจะเน้นไปที่การนับชม.กิจกรรมที่ตนเองริเริ่มเป็นหลักซึ่งส่วนใหญ่คล้ายกับงานของกลุ่มแม่บ้านที่กระทรวงนิยมจัดกิจกรรมมากกว่ากิจกรรมสะท้อนให้เห็นถึงการร่วมมือกับภายนอกอย่างความรู้และประสบการณ์ของหน่วยงานที่สามารถนำมาบูรณาการในวิชาเรียนเพื่อเพิ่มทักษะแก่นักศึกษาเมื่อจบออกมาสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างอัตโนมัติหรือการจัดการความรู้แก่นักศึกษา
   
             ฉะนั้นผลของการประเมินพนักงานมหาวิทยาลัยได้คะแนน 100 คะแนนหลายๆ คนแต่ไม่มีงานด้านคุณภาพที่สะท้อนให้เห็นหรือโยงใยกับผลประโยชน์ต่อคณะ มหาวิทยาลัยและท้องถิ่นเลย โดยเฉพาะงานวิจัยที่นำมาใช้ได้ นี้คือบุคลากรที่ดีเด่นของคณะและองค์กรสุดท้ายคือมหาวิทยาลัยบางแห่ง ซึ่งดูแล้ววิธีการดิ้นรนการเอาตัวรอดของนักวิชาการของตนเองเมื่อส่องเข้าไปดูแล้วอีกนานกว่าที่เราจะไปถึงอันดับมหาวิทยาลัยโลกเมื่อมีการสมรู้ร่วมคิดกันไม่มีที่มาใดๆ เลยที่สามารถสร้างหลักฐานประจักษ์ได้ (ซึ่งคำพูดแบบนี้มักใช้ในการสอนนักศึกษา) และน่าเศร้าใจนักกับอนาคตของพนักงานที่ดีเด่น เห็นด้วยกับแนวคิดของประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียเมื่อไปเยี่ยมหน่วยงานภาครัฐมักจะเน้นว่าหากเพิ่มเงินเดือนให้สูงขึ้น ขึ้นกับหน่วยงานนั้นนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้แค่ไหนต่อการพัฒนาตนเอง ถูกต้อง 100% ฮา ฮา ฮา มหาวิทยาลัย นักวิชาการจงเจริญ