ข่าว

ไทยวอนเวียดนามร่วมกำหนดราคาข้าว

ไทยวอนเวียดนามร่วมกำหนดราคาข้าว

15 ต.ค. 2555

คอลัมน์ ที่นี่บัวแก้ว : ไทยวอนเวียดนามร่วมกำหนดราคาข้าว : โดย...นันทิดา พวงทอง

          จับตาประเด็นการกำหนดราคาข้าวร่วมกันระหว่างไทย-เวียดนาม ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่ายไทยเตรียมเสนอในการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย-เวียดนาม ครั้งที่ 2 ซึ่งจะมีขึ้นวันที่ 27 ตุลาคม 2555 ที่ประเทศเวียดนาม ว่า จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อทุกวันนี้เวียดนามได้ก้าวสู่การเป็นประเทศผู้ปลูกและส่งออกข้าวรายสำคัญในอันดับต้นๆ ของโลก

          แนวคิดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่จะจับคู่การค้ากับประเทศเวียดนาม เพื่อกำหนดราคาข้าวในตลาดโลก หากพิจารณาตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ อาจเป็นความคิดที่ห่างไกลจากความเป็นจริง และความร่วมมือนี้คงเกิดขึ้นได้ยาก ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งได้แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า ประเทศที่เป็นผู้ปลูกและส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกขณะนี้ ได้แก่ อินเดีย เวียดนาม และไทย โดยในบรรดาประเทศเหล่านี้ ประเทศไทยมีคุณภาพการส่งออกข้าวได้มาตรฐานมีขนาดเม็ดที่หนา เรียวอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งพันธุ์ข้าวที่ขึ้นชื่อของไทย ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ ก็ยังติดตลาดโลก โดยเฉพาะประเทศในยุโรปอยู่มาก

          เมื่อเปรียบเทียบจากปริมาณการผลิตและส่งออกข้าว ถ้าไม่หลอกตนเองนัก ขณะนี้ประเทศไทยร่วงมาเป็นอันดับ 3 โดยต้องเสียแชมป์ให้แก่เวียดนาม จากเดิมเวียดนามต้องประสบปัญหาปลูกข้าวไม่พอกินในประเทศ จนกระทั่งรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายการปลูกข้าวที่ใช้บริโภคในประเทศ ขยายมาสู่ดำเนินการตามกลยุทธ์เกี่ยวกับการปลูกข้าวเพื่อการค้า ชูให้เป็นพืชทางการเกษตรสำหรับการส่งออกที่สำคัญ มุ่งเน้นการเจาะตลาดข้าวในต่างประเทศอย่างมีระบบ ตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมา มาถึงตอนนี้เวลาผ่านไป 12 ปี เวียดนามใช้เวลาในการพัฒนาพันธุ์ข้าวและวิธีการผลิต จนทำให้การส่งออกข้าวของเวียดนามรุดหน้าแซงประเทศไทยไปมาก

          ขณะที่สถานการณ์ราคาข้าวในตลาดโลกในปัจจุบัน ที่ปรากฏให้เห็นชัดเจนว่า ปริมาณข้าวในตลาดโลกกำลังขยับตัวสูงขึ้นในรอบ 10 ปี เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวได้มากเป็นประวัติการณ์ ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อสต็อกข้าวพุ่งสูงขึ้น แนวโน้มราคาก็จะหล่นวูบลง เป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์

          หากพิจารณาจากประเทศผู้บริโภคข้าวหลักๆ จะพบว่า จีน มีปริมาณความต้องการบริโภคข้าวมาก แต่กำลังผลิตน้อย เนื่องจากคนในประเทศส่วนใหญ่ผันไปเป็นแรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น รองลงมาเป็น อินโดนีเซีย ขาดพื้นที่ทางการเกษตร เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเกาะ และฟิลิปปินส์ มีพื้นที่ที่เป็นภูเขาไฟ ทำให้พืชทางการเกษตรเติบโตได้ยาก

          จากแนวคิดของรัฐบาลไทยที่ต้องการร่วมมือกันกำหนดราคาข้าวกับเวียดนาม และหากเป็นได้ก็จะขยายความร่วมมือนี้ไปยังประเทศที่สาม ซึ่งเป็นผู้ผลิตข้าวรายอื่นๆ อย่าง อินเดีย จีน ฟิลิปปินส์ ทั้งนี้ ในยุคที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนสูง หากข้าวราคาสูงขึ้น ประเทศผู้ซื้อที่ไม่ใช่ประเทศผู้บริโภคข้าวเป็นอาหารหลักย่อมจะหันไปบริโภคอย่างอื่นทดแทน อย่างแป้งสาลี และมันฝรั่ง เป็นต้น หรือประเทศเหล่านี้อาจจะไปอุดหนุนข้าวประเทศผู้ผลิตข้าวรายเล็กอย่าง ปากีสถาน ก็ได้

          ในความเป็นจริง การฮั้วราคาข้าวระหว่างประเทศคงไม่ง่าย และการคาดหวังให้ประเทศคู่ค้าเปิดเผยฐานข้อมูลข้าวที่แท้จริงมาเจรจาเพื่อกำหนดราคาก็คงเกิดขึ้นได้ยาก อีกทั้งข้าวเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่เก็บไว้ได้ไม่นาน เมื่อความชื้นสูงย่อมส่งผลต่อคุณภาพข้าว

          สิ่งที่จะเกิดขึ้นในการประชุม ครม.ร่วมไทย-เวียดนาม ในประเด็นเกี่ยวกับข้าว จึงน่าจะเป็นในลักษณะความร่วมมือ เพื่อพัฒนาการผลิตข้าวสู่ตลาดโลกอย่างมีคุณภาพ มากกว่าที่รัฐบาลไทยจะไปเผยไต๋ว่า ไม่สามารถแข่งขันส่งออกข้าวสู้เวียดนามได้ จึงต้องมัดมือชกเวียดนาม ทั้งที่ปัจจุบันนี้เวียดนามไม่เป็นเวียดนามประเทศเดิม แต่เป็นเวียดนามที่มีแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมีทิศทางชัดเจน จึงเกิดคำถามว่า เวียดนามจะยอมรับข้อเสนอนี้หรือ

 

 

--------------------

(คอลัมน์ ที่นี่บัวแก้ว : ไทยวอนเวียดนามร่วมกำหนดราคาข้าว : โดย...นันทิดา พวงทอง)