ข่าว

ทุ่มเงินแก้'3จว.ใต้'ถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม

ทุ่มเงินแก้'3จว.ใต้'ถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม

14 ต.ค. 2555

ทุ่มเงินแก้'3จว.ใต้' ถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม : ทีมข่าวความมั่นคง

               การแก้ไขปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้จะมีการประสานเสียงจากทุกรัฐบาล และกองทัพว่า เดินมา "ถูกทาง" แล้ว แต่สถานการณ์ความรุนแรงก็ยังเกิดรายวัน และดูเหมือนจะมีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
   
               โดยเฉพาะเหตุยิง-ระเบิด ที่ยังเกิดขึ้นเป็นรายวัน ซ้ำเติมด้วยคำขู่ห้ามค้าขายวันศุกร์ที่ทำให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และลามมาถึง 4 อำเภอของ จ.สงขลา ถ้าไม่มีหน่วยรัฐออกมาแก้ไขแทบจะกลายเป็น "เมืองร้าง" ซึ่งสะท้อนสถานการณ์ในพื้นที่ และระดับความเชื่อมั่นในมาตรการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐได้เป็นอย่างดี
   
               แม้ที่ผ่านมาการตั้งองค์กรดับไฟใต้ขึ้นมามากมาย แต่ก็ยังไม่สามารถดับไฟใต้ลงได้ ท่ามกลางเสียงสะท้อนเดิมๆ ว่า การทำงานในพื้นที่ "ขาดเอกภาพ" ขาดการบูรณาการ ต่างคนต่างทำงาน ไม่มีการประสานงานกัน จากนั้นก็ตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาเพื่อหวังสร้างเอกภาพ เหมือน "งูกินหาง" ไม่มีวันสิ้นสุด
   
               ล่าสุด รัฐบาลก็ตั้งองค์กรดับไฟใต้ขึ้นมาใหม่อีก นั่นคือ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศปก.จชต. ที่มี พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็น ผอ.ศปก.จชต.
   
               โดยชูยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนแบบบูรณาการ 17 กระทรวง 66 หน่วยงาน แผน 9-5-29 คือ นโยบายการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2555-2557 จำนวน 9 ข้อ
   
               ทั้งยังมีแผนแนวทางการขับเคลื่อน จำนวน 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.การทำพื้นที่เขตเมืองปลอดเหตุร้ายขนาดใหญ่ และลดหมู่บ้านที่เป็นเขตอิทธิพล 2.การกระตุ้นการลงทุน 3.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 4.สนับสนุนกระบวนการเสริมสร้างสันติภาพ และ 5.ป้องกันการยกระดับปัญหาสู่สากล รวมถึงเป้าหมายยุทธศาสตร์ร่วม จำนวน 29 เป้าหมาย
   
               สำหรับแผนการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ 3 ปี คือ ปี 2555 แก้ไขปัญหาแบบระยะสั้น ปี 2556 จะแก้ไขปัญหาระดับกลาง และปี 2557 จะแก้ไขปัญหาระยะยาวเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคตต่อไปพร้อมกับการดูแลพื้นที่เป้าหมายเร่งด่วน ได้แก่ พื้นที่เมืองเศรษฐกิจสำคัญ 7 เมือง และพื้นที่ที่ต้องควบคุมสถานการณ์ จำนวน 6 อำเภอ โดยทำใน 2 ลักษณะ คือ "โซนนิ่ง" กับ "เซฟตี้โซน" โดยใช้งบประมาณในการปฏิบัติการกว่า 500 ล้านบาท โดยเน้นในเรื่องความปลอดภัยตั้งจุดตรวจจุดสกัด และติดกล้องซีซีทีวี
   
               ส่วนจุดเริ่มต้นของการปรับแผนดับไฟใต้ เกิดขึ้นหลังจากฝ่ายกองทัพให้ข้อมูลเกี่ยวกับ "ภัยแทรกซ้อน" โดยเฉพาะยาเสพติด และน้ำมันเถื่อน ที่ผสมโรงทำให้เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้น
   
               ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็ขาดการบูรณาการร่วมกันในทำงาน และงบประมาณก็มีสัดส่วนที่ไม่สมดุลกัน โดย 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นงบการบริหารจัดการของทหาร 30 เปอร์เซ็นต์ เป็นงบประมาณในการพัฒนา ส่วนอีก 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นงบการบริหารจัดการของจังหวัด
   
               แหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่สะท้อนว่า ในการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า "ทหาร" จะรับผิดชอบเพียงลำพัง ซึ่งความเป็นจริงไม่ใช่ เพราะทุกกระทรวง ทบวง กรม ล้วนต้องมีส่วนร่วมด้วยกันทั้งนั้น
   
               “การทำงานที่ผ่านมาค่อนข้างซ้ำซ้อน และทำงานไปคนละทิศคนละทาง เพราะไม่มีใครสามารถบังคับสั่งการใครได้โดยตรง แต่พอมีปัญหาอะไรขึ้นมาก็มักจะมองว่าทหารเป็นผู้รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่ทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบได้รับเงินจากรัฐบาล แต่ไม่รู้ว่าเงินไปอยู่ตรงไหนหมด"
   
               แหล่งข่าวความมั่นคงคนเดิมระบุว่า ทุกกระทรวง ทบวง กรม จะได้รับงบประมาณเหมือนกันหมด อย่างการติดกล้องซีซีทีวี ซึ่งความจริงแล้วกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ และจะต้องเร่งดำเนินการติดให้ทั่วถึง หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็มีส่วนสำคัญในการเข้าไปดูแลประชาชนในพื้นที่ แต่ที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยได้ลงไปในพื้นที่สักเท่าใด
   
               ด้าน "กระทรวงศึกษาธิการ" ก็ถือว่ามีบทบาทสำคัญที่จะต้องเข้าไปดูแล  "โรงเรียนปอเนาะ" และ "โรงเรียนตาดีกา" ที่ขณะนี้มีการเปิดสอน "แอบแฝง" อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะให้ทหารเข้าไปดำเนินการเสียหมดคงเป็นไปไม่ได้ เพราะทหารเองก็ไม่ได้รู้หมดทุกเรื่อง ดังนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องลงมาเล่นเองด้วย
   
               “กระทรวงศึกษาธิการจะต้องเข้ามาดูแล เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมาดูแลเลยว่า ระบบการเรียนการสอนเป็นอย่างไร งบประมาณที่จ่ายให้รายหัวนักเรียนมาเท่าไหร่ โดยที่ผ่านมามีการเปิดโรงเรียนแอบแฝง บางโรงเรียนมีการแอบอ้างว่ามียอดจำนวนครูเท่านั้นเท่านี้ แต่เอาเข้าจริงยอดก็ไม่ถึง กลายเป็นเงินส่วนเกิน แต่กระทรวงศึกษาธิการไม่รู้ แต่ก็เบิกงบประมาณ และส่งมาให้ตามโรงเรียนต่างๆ ซึ่งการส่งเงินมาให้ก็คล้ายเป็นการสนับสนุนทางอ้อมให้กลุ่มโจรใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการ”
   
               ส่วนกรณีการจ่าย "เงินเยียวยา" ให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ที่ทำให้เกิด "เศรษฐีใหม่" จำนวนไม่น้อย และในอนาคตจะทำให้มี "คดีความมั่นคง" เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคดี "คนหาย" เนื่องจากคณะกรรมการพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาระบุว่าหากพิสูจน์ว่าสูญหายโดยเจ้าหน้าที่ รัฐบาลจะจ่ายให้ 7.5 ล้านบาท ถ้าพิสูจน์ไม่ได้จะจ่าย 4 ล้าน
   
               “ต่อไปจะมีคนหายเยอะมาก ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้บันทึกไว้ในกฎหมาย เป็นการตั้งหลักเกณฑ์ขึ้นมาลอยๆ หรืออย่างกรณีเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยที่ยังไม่มีความผิด จะต้องจ่ายเงินเดือนละ 3 หมื่นบาท และจ่ายค่ารายวันอีก 400 บาท ตกแล้วเดือนละ 4.2 หมื่นบาท ที่จะต้องจ่ายให้แก่ผู้ต้องสงสัย”
   
               ทั้งหมดนั้น คือปัญหา "เรื้อรัง" เดิมๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เชื่อว่าหากแก้ปัญหาด้วยวิธีเดิมๆ ด้วยโลกทัศน์เดิมๆ ต่อให้ตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่กี่องค์กร และทุ่มงบประมาณลงไปมากมายเท่าไหร่ ปัญหาก็จะวนเวียนอยู่ที่เดิม หากทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวง ทบวง กรม ไม่ยอมขยับไปพร้อมๆ กัน

......................

(หมายเหตุ : ทุ่มเงินแก้'3จว.ใต้' ถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม : ทีมข่าวความมั่นคง)