ข่าว

สื่อจีนกับนิวมีเดีย-หนังสือยุคใหม่(3)

สื่อจีนกับนิวมีเดีย-หนังสือยุคใหม่(3)

14 ต.ค. 2555

สื่อจีนกับนิวมีเดียและหนังสือกำแพงยุคใหม่ (3) : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

                  จากมณฑลจี๋หลินพวกเราเดินทางต่อยังมณฑลเหลียวหนิง สงสัยว่าสายการบินภายในประเทศของแดนมังกรคงจะรู้ว่าพวกเราชอบกันนักบ่นกันหนาเรื่องที่เที่ยวบินดีเลย์มาหลายครั้ง ครั้งนี้ก็เลย "จัดให้" แทนที่จะดีเลย์ให้ล่าช้า กลับร่นเวลาบินให้เร็วขึ้นถึงครึ่งชั่วโมง โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและไม่สนใจว่าใครจะตกเครื่องบินเพราะมาช้าหรือไม่ มองอีกมุมหนึ่งก็เหมือนกับช่วยชดเชยเวลาที่พวกเราเสียไปช่วงที่เผชิญกับการดีเลย์มาหลายครั้ง

                   ถึงจะร่นเวลาบินให้เร็วขึ้น แต่กว่าพวกเราจะถึงเสิ่นหยาง เมืองเอกของเหลียวหนิงก็ปาเข้าไปเที่ยงคืน กว่าจะเข้าโรงแรมได้ก็ตีหนึ่งอีกตามเคย

                   ที่เมืองเสิ่นหยาง อดีตเมืองหลวงของพวกกิมหรือพวกแมนจูก่อนจะโยกย้ายไปที่กรุงปักกิ่ง คณะผู้แทนจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้ไปเยี่ยมชมหนังสือพิมพ์เหลียวหนิง มีเดีย กรุ๊ป ดิฉันแทบจะอ้าปากค้างกับอาคารสูงตระหง่าน โอ่อ่ากว้างขวางยิ่งกว่าอาคารในเครือของเนชั่นกรุ๊ปไม่รู้กี่เท่า ชนิดให้เดินคนเดียวมีหวังหลงแน่ แถมยังอยู่ในพื้นที่ที่ถือเป็นทำเลทองของเมืองนี้

                   ดิฉันยังตะลึงกับความทันสมัยของการวางโต๊ะทำงาน ซึ่งให้สัดส่วนที่เป็นส่วนตัวกับนักข่าวทุกคน ทุกโต๊ะจะต้องมีต้นไม้สีเขียว ริมผนังจะมีเครื่องวัดอุณหภูมิเพื่อรักษาอุณหภูมิไว้ที่ 24 องศาตลอดไป ไม่ให้ร้อนหรือหนาวเกินไปจนมีผลกระทบต่อการทำงานของนักข่าว มีห้องออกกำลังกายขนาดใหญ่ หนำซ้ำกำลังตกแต่งห้องประชุม ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้เงินนับร้อยๆ ล้านหยวน แต่เครือหนังสือพิมพ์ฉบับนี้คงไม่มีปัญหาใดๆ

                   แต่ความประทับใจทั้งหมดนี้ ยังไม่มากเท่ากับความประทับใจในตัวของนายซุ่น ซุนกัว บรรณาธิการบริหาร รองกรรมการผู้จัดการของเครือ และเลขาธิการพรรคคอมฯ ประจำเสิ่นหยาง  จากการได้พบได้สัมผัสกับบรรณาธิการสื่อจีนมากหน้าหลายตาในวาระต่างๆ กัน ดิฉันยังไม่เคยพบเห็นบรรณาธิการคนใดที่มีบุคลิกดี ดูมีพลัง ความเข้มแข็ง ความเชื่อมั่นในตัวเอง มีบารมี และมีวิสัยทัศน์มากเท่ากับบรรณาธิการผู้นี้  ปกติยามอารมณ์ดี ดิฉันชอบดูโหงวเฮ้งดูบุคลิกของคนเล่นๆ พอเห็นคุณ...ปุ๊บ ดิฉันฟันธงได้เลยว่าอนาคตไปไกลกว่านี้แน่ และไม่ใช่แค่ระดับมณฑล แต่เป็นระดับประเทศเลยทีเดียว

                  ถ้าวัดตามขนาดธุรกิจแล้ว เครือหนังสือพิมพ์เหลียวหนิง มีเดีย กรุ๊ป ติด 1 ใน 10 กลุ่มหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่สุดของแดนมังกร แต่ถ้าเทียบกับหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนังสือพิมพ์เหลียวหนิง มีเดีย กรุ๊ป ครองแชมป์ยักษ์ใหญ่สุด โดยสื่อในเครือประกอบด้วยหนังสือพิมพ์ 9 ฉบับ นิตยสาร 4 ฉบับ เว็บไซต์ 5 เว็บ และสำนักพิมพ์ 1 แห่งที่เสิ่นหยาง แต่ยังมีสำนักพิมพ์สาขาอีกหลายแห่งในหลายพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีศูนย์ข่าวประจำเมืองทั้ง 14 เมืองในมณฑลเหลียวหนิง ทั้งเครือมีพนักงาน 6,000 คน แต่ละปีมีรายได้ 1,500 ล้านหยวน (ราว 7,500 ล้านบาท)

                 อย่างไรก็ดี เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของเครือของเหลียวหนิง มีเดีย กรุ๊ปเช่นกัน ปีนี้จึงเป็นปีแรกของแผน 5 ปีที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจอื่น โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีกำไรปีละ 50 ล้านหยวน (ราว 250 ล้านบาท) ไม่นับรวมรายได้อื่นจากธุรกิจเสริม อย่างเช่นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ศิลปะและการลงทุนในตลาดหุ้น

                 คุณซุนกัว ซึ่งเป็นคนพาชมทุกสถานที่อย่างกระตือรือร้น และพยายามพูดภาษาอังกฤษเพื่อฝึกฝนตัวเอง พลอยทำให้ดิฉันรู้เรื่องมากขึ้น จากเดิมที่ต้องอาศัยการแปลจากน้องๆ คุณซุนกัวเล่าว่า หนังสือพิมพ์ในเครือที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในระดับภูมิภาคก็คือหนังสือพิมพ์เหลียวหนิง อีฟนิ่ง นิวส์ หรือหนังสือพิมพ์กรอบบ่ายหรือกรอบเย็น มียอดพิมพ์ 6 แสนฉบับ มีรายได้จากโฆษณาปีละ 400 ล้านหยวน (ราว 2,000 ล้านบาท) ถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของหนังสือพิมพ์ในเครือ ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับก็มีรายได้ของตัวเองเช่นกัน อย่างเช่นหนังสือพิมพ์กรอบเช้า มีรายได้ปีละ 300 ล้านหยวน (ราว 1,500 ล้านบาท) เป็นรายได้จากโฆษณาราว 50 เปอร์เซ็นต์ หรือถ้ารวมรายได้ของสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งหมดก็มากกว่า 800 ล้านหยวน (ราว 4,000 ล้านบาท)

                 บรรณาธิการบริหารของเครือเหลียวหนิง มีเดีย กรุ๊ปให้ความเห็นกรณีที่คนรุ่นใหม่อ่านหนังสือพิมพ์น้อยลงจนส่วนกลางมีนโยบายให้หาทางดึงคนรุ่นใหม่ให้หันมาอ่านหนังสือพิมพ์ให้มากขึ้นว่า ไม่เคยกลัวแนวโน้มในเรื่องนี้ เพราะพฤติกรรมการอ่านนั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงและไม่สามารถบริหารจัดการได้ ขณะนี้ได้ออกหนังสือพิมพ์สำหรับคนรุ่นใหม่แจกฟรีเฉพาะบนรถไฟใต้ดิน ทดลองทำมาได้ 6 เดือนก็พอจะมองเห็นอนาคตบ้าง

                  ส่วนเว็บไซต์นั้นทำมา 10 ปีแล้ว แต่ไม่ทำเงินมากนัก และไม่คิดจะใช้โซเชียลมีเดียมาเป็นเครื่องมือเพื่อดึงอารมณ์ของคน สำหรับแผนการในอนาคตก็คือจะทำสื่อครบวงจร ทั้งลงข่าวและภาพข่าวลงในบล็อก

                  ในส่วนเงินเดือนของนักข่าวจะมีอัตราตายตัวคือ 1,000 หยวน (ราว 5,000 บาท) เงินค่าข่าวนอกเหนือจากนี้จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของาน ซึ่งจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกราว 4,000-5,000 หยวน

                  จากเสิ่นหยางพวกเราบินกลับไปยังกรุงปักกิ่งอีกครั้ง คราวนี้ไม่บ่นอะไรอีกแล้วเมื่อเครื่องบินดีเลย์อีกตามเคยอ้างว่าเป็นเพราะการจราจรทางอากาศหนาแน่น

                  หลังจากพวกเราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักหนังสือพิมพ์จีนตั้งแต่ระดับท้องถิ่น อย่าง หนังสือพิมพ์ถูเหมินเจียง หรือกลุ่มหนังสือพิมพ์ระดับมณฑลอย่าง เครือหนังสือพิมพ์จี๋หลินรายวัน และเครือหนังสือพิมพ์เหลียวหนิงรายวัน เมื่อมาถึงกรุงปักกิ่ง ตารางของพวกเราแน่นเอี้ยดไปด้วยรายการพบสื่อยักษ์ใหญ่ระดับชาติ  เริ่มด้วยการเยี่ยมชมสำนักข่าวจีน (China News Service - CNS) ซึ่งเป็นคนละส่วนกับสำนักข่าวซินหัว ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2495 โดยท่านเลี่ยว เฉิงจื้อ รองประธานคณะกรรมการจีนโพ้นทะเล ชื่อนี้เป็นชื่อที่ดิฉันคุ้นหูมากคราวที่แปลหนังสือ "มุกมังกร" เวอร์ชั่นแรก

                  สำนักข่าวจีนจะสนิทสนมกับชาวจีนโพ้นทะเลมาก ในยุคนั้น ชาวจีนโพ้นทะเลรวมทั้งไทยไม่ค่อยเข้าใจจีนมากนัก เนื่องจากตะวันตกได้ปิดล้อมจีนมานาน ท่านเลี่ยวจึงตั้งสำนักข่าวจีนเพื่อให้ชาวจีนโพ้นทะเลเข้าใจจีนมากขึ้น โดยมุ่งเสนอข่าวความเป็นอยู่ของคนจีนในจีน อาทิ การเกาะติดการรายงานข่าวความเป็นอยู่ของปูยี จักรพรรดิองค์สุดท้าย เป็นต้น

                  ในส่วนความสัมพันธ์กับประเทศไทยนั้น เริ่มมีการรายงานข่าวเกี่ยวกับแดนดินถิ่นลุ่มเจ้าพระยาเมื่อปี 2513 จากนั้นก็พัฒนาเรื่อยมาถึงขั้นมีสำนักงานสาขาในไทย ตั้งแต่แรก สำนักข่าวจีนมุ่งเน้นการเสนอข่าวความสัมพันธ์อันดีของสองประเทศ การส่งเสริมความเข้าใจและความรู้สึกที่ดีต่อกัน การเคารพสถาบันของไทย โดยให้นักข่าวรายงานข่าวที่ตรงกับความเป็นจริงให้มากที่สุดไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นก็ตาม ที่สำคัญก็คือต้องยึดหลักการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีของสองประเทศเป็นสำคัญ เพื่อสนองนโยบายดังกล่าว สำนักข่าวจีนได้จัดให้มีการอบรมภาษาไทยให้นักข่าวให้สามารถพูด เขียน อ่านได้

                   ในวาระครบรอบ 60 ปีพอดีของการตั้งสำนักข่าวจีน ได้มีการพัฒนาข่าวออกไปอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อให้เป็นสื่อครบวงจร มีทั้งสำนักข่าวต่างประเทศ การรายงานข่าวอินเทอร์เน็ต ข่าวโทรทัศน์ นิตยสารหลายประเภท รวมไปถึงการรับจ้างจัดหน้าให้หนังสือพิมพ์ต่างประเทศด้วย

                   ปัจจุบัน ซีเอ็นเอส มีนักข่าวกว่า 2,000 คน ในจำนวนนี้กว่าพันคนประจำการที่กรุงปักกิ่ง นอกจากนี้ยังมีนักข่าวประจำในอีกหลายประเทศทั่วโลก สำหรับศูนย์ข่าวนั้น มี 3 ศูนย์ด้วยกันคือที่ปักกิ่ง ฮ่องกง และนิวยอร์ก ส่วนเว็บของซีเอ็นเอส มีนักข่าว 260 คนทำหน้าที่แปลทุกอย่าง ส่วนหนึ่งนำมาเป็นเว็บข่าวโดยสามารถหาโฆษณาได้ แต่ละวันจะมีคนคลิกเข้ามาชมถึง 10 ล้านคลิก ส่วนซีเอ็นเอสทีวีซึ่งมีนักข่าว 50 คน จะผลิตข่าวเองผ่านเน็ตเป็นภาษาจีนและมีคลิปวิดีโอด้วยวันละ 30-40 คลิป

                   สื่อสุดท้ายที่พวกเราได้ไปเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนความเห็นด้วยก็คือหนังสือพิมพ์เหรินหมินรื่อเป้า หรือพีเพิลส์ เดลี หรือประชาชนรายวัน พวกเราต้องฝ่าปัญหารถติดยาวเหยียดกว่าจะไปถึงที่ตั้งอันกว้างใหญ่ขนาด 26 เฮคเตอร์ ของหนังสือพิมพ์ที่เป็นกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งก่อตั้งเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2489 และตอนนี้กำลังสร้างตึกใหม่ไม่ไกลจากตึกเก่ามากนักเรียกว่าตึกเพนกวินเพราะมีรูปร่างคล้ายนกเพนกวิน

                   หนังสือพิมพ์เหรินหมินรื่อเป้า มีหนังสือพิมพ์ในเครือรวม 25 ฉบับ อาทิ โกลบอล ไทม์ พิมพ์วันละ 2.5 ล้านฉบับ มีหนังสือพิมพ์ธุรกิจที่ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 หนังสือพิมพ์ธุรกิจใหญ่สุดในประเทศ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เสิ่นเจิ้น หนังสือพิมพ์ยานยนต์รายวันที่มีผลต่ออุตสาหกรรมรถยนต์มากที่สุด หนังสือพิมพ์ชนบท หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีโรงพิมพ์อีก 7 แห่งด้วย

                    นอกจากสื่อสิ่งพิมพ์แล้ว ยังมีสื่อออนไลน์ "เดอะ พีเพิลส์ เดลี ออนไลน์"  ซึ่งกำลังโตและมีอนาคตสดใส มีคนเข้าชม 300 ล้านคลิก  โดย 60 เปอร์เซ็นต์ของรายได้มาจากการขายโฆษณา การขายข้อมูลและข่าวสั้น ที่สำคัญนับเป็นเว็บไซต์ข่าวเพียงเว็บไซต์เดียวที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

                    การพัฒนาล่าสุดก็คือการเปิดตัวเว็บไซต์เสิร์ชเอ็นจิ้น "จี้เขอ" ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างหนังสือพิมพ์พีเพิลส์เดลีและเว็บไซต์พีเพิลส์เดลีออนไลน์ ตั้งแต่ปี 2553 โดยมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องก่อนจะเริ่มให้บริการครั้งแรกเมื่อกลางปีนี้ก่อนหน้าที่พวกเราจะไปเยือนไม่ถึงหนึ่งเดือน ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามของรัฐบาลจีนในการเข้าไปมีส่วนร่วมเชิงการค้าในระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการวิจารณ์ว่าเป็นการควบคุมพื้นที่สื่อออนไลน์

                    ผู้บริหารเว็บไซต์จี้เขอเผยว่า วิศวกรของบริษัทได้ออกแบบเทคโนโลยีการค้นหาข้อมูลที่ใช้ในเว็บไซต์จี้เขอให้มีความรวดเร็วยิ่งตามชื่อของเว็บไซต์จี้เขอ ซึ่งแปลว่า รวดเร็ว อันเป็นจุดขายของเว็บไซต์นี้ แม้ว่ายังไม่อาจจะสู้กับเสิร์ชเอ็นจิ้นรายใหญ่อย่างกูเกิลและไป่ตู้ได้ แต่จากประสบการณ์ของทีมงานรวมทั้งการพยายามฉีกแนวทางของเว็บไซต์อื่น ทำให้เว็บไซต์นี้อาจขึ้นมาท้าทายกูเกิลและไป่ตู้ได้ในอนาคต

                   แต่ที่ดิฉันสนใจมากที่สุดก็คือหนังสือพิมพ์กระบอกเสียงของพรรคได้พัฒนาหนังสือพิมพ์กำแพงแบบในอดีตมาเป็นหนังสือกำแพงอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยการนำตู้รับข่าวสารออนไลน์ไปติดตั้งตามมุมถนนหรือสถานที่ต่างๆ ให้คนได้อ่านข่าวฟรีเพียงแค่กดปุ่มเพียงกดเดียว เรียกได้ว่า ใช้เทคโนโลยีมารับใช้ปวงประชา ซึ่งคงมีที่แดนมังกรเพียงแห่งเดียวเท่านั้น

............................................................
(สื่อจีนกับนิวมีเดียและหนังสือกำแพงยุคใหม่  (3) : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...บุญรัตน์  อภิชาติไตรสรณ์)