ข่าว

'ดูไบ'ศูนย์กลาง7สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

'ดูไบ'ศูนย์กลาง7สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

13 ต.ค. 2555

เวิลด์วาไรตี้ : 'ดูไบ' ศูนย์กลาง 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

                          ถ้าจะบอกว่า "ดูไบ" หนึ่งใน 7 รัฐของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นเมืองที่สนุกสนานกับการสร้างสีสันใหม่ๆ ให้แก่โลกใบนี้ ก็คงจะไม่เกินจริงนัก เมื่อนึกย้อนไปช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเมืองบนทะเลทรายแห่งนี้ สามารถชิงพื้นที่ในใจของเหล่านักช็อปปิ้ง ด้วยการเป็นเมืองสินค้า(หรูหรา)ปลอดภาษี ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากเอเชียให้หลั่งไหลกันเข้าไป เนื่องด้วยข้อได้เปรียบด้านระยะทาง แม้จะไกลกว่าฮ่องกงก็ตาม

                          และเมื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ทศวรรษปัจจุบัน เมืองนี้ก็ขยับขึ้นมาเป็น แหล่งรวมสารพัดโครงการที่สุดของโลก ทั้งการถมทะเลเนรมิตหมู่เกาะใหม่อันสวยงามแปลกตาที่จำลองรูปทรงของต้นปาล์มมาออกแบบรูปร่างของ หมู่เกาะต้นปาล์ม จนมาถึงการสร้างตึกสูงที่สุดในโลกชื่อ เบิร์จ คาลิฟา และแม้กระทั่งยามที่ถูกกดดันจากความเสี่ยงต่อภาวะล้มละลายของประเทศ เมื่อปี 2551 ก็ยังสามารถผลักดันโครงการสร้างโรงแรมหรูใต้ทะเลออกมาได้

                          ล่าสุด ดูเหมือนการเนรมิตความหรูหราแบบนำเทรนด์ จะไม่ได้สร้างความท้าทายให้แก่มหาเศรษฐีนักพัฒนาที่ดินในดูไบอีกต่อไป เพราะโครงการระดับเมกะโปรเจกท์ที่เพิ่งเป็นข่าวออกมา ก็คือ การสร้างทัชมาฮาลจำลอง (แต่จะมีขนาดใหญ่กว่าสถานที่จริงถึง 4 เท่า) โดยโครงการโรงแรมระดับ 5 ดาว มูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท ในชื่อ ทัช อาระเบีย จะประกอบไปด้วย ห้องพัก 300 ห้อง ซึ่งในจำนวนนั้นเป็นห้องนอนขนาดใหญ่มาก 10 ห้อง, อาคาร 7 หลัง โดยจำนวน 2 หลังจะทำเป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ 200 ห้อง เพื่อรองรับการปั้นให้ดินแดนกลางทะเลทรายแห่งนี้ กลายเป็นจุดหมายของการเฉลิมฉลองการแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับคู่บ่าวสาวจากทั่วโลก

                          การเลือกรูปแบบสถาปัตยกรรมของทัชมาฮาล สถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังของอินเดีย มาใช้ในงานออกแบบหลักในโครงการนี้ ก็เพราะหลุมฝังศพหินอ่อนซึ่งเป็น 1 ในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ คืออนุสรณ์สถานแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ซึ่งยั่งยืนมาร่วม 360 ปีแล้ว ของพระเจ้าชาห์ ซาห์นที่มีต่อพระมเหสี ซึ่งน่าจะตอบโจทย์การใช้งานตามจุดมุ่งหมายของผู้พัฒนาโครงการนี้ได้เป็นอย่างดี

                          นายอรุณ เมห์รา ประธานบริษัทผู้รับเหมาช่วงของงานพัฒนาโครงการนี้ บอกกับนักข่าวของกัลฟ์ นิวส์ ว่า "การแต่งงาน คืองานเฉลิมฉลอง ซึ่งต้องมีการป่าวประกาศ และรับคำอำนวยพร แต่ปัจจุบันยังไม่มีใครมองว่า ดูไบ เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับงานฉลองแต่งงาน เพราะต่างก็พากันบินไปบาหลี หรือดินแดนที่ห่างไกลและแปลกใหม่ แต่หลังจากนี้คู่แต่งงานสามารถมาเยือนทัช อาระเบียแทน โดยสถานที่แห่งนี้ จะเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความโรแมนติก เช่นเดียวกับทัชมาฮาล"
 เขาประกาศด้วยว่า ขณะที่ ทัชมาฮาล ใช้ระยะเวลาก่อสร้างนานถึง 22 ปี แต่ทัช อาระเบีย จะใช้เวลาก่อสร้างเพียง 2 ปี โดยถือเป็นไฮไลท์ของโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ "ฟอลคอน ซิตี้ ออฟ วันเดอร์ส" ครอบคลุมพื้นที่ 41 ล้านตารางฟุต บนถนนเอมิเรตส์

                          และถ้าคุณคิดว่า ไอเดียนี้ คือที่สุดแห่งความสร้างสรรค์แล้ว ขอบอกว่าถ้า "ใช่" ก็คง "ไม่ใช่" ดูไบ เพราะเมื่อลงรายละเอียดลึกลงไป ผังก่อสร้างของ "ฟอลคอน ซิตี้ ออฟ วันเดอร์ส" จะพบว่า การตั้งชื่อโครงการนี้ บ่งถึงนัยบางอย่างไว้ชัดเจน เพราะนอกเหนือจาก การจำลองทัชมาฮาลมาไว้ที่นี่แล้ว โครงการนี้จะรวบรวมสถาปัตยกรรมสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่กระจายอยู่ตามประเทศต่างๆ มาไว้ที่นี่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น พีระมิด สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน หอไอเฟล กำแพงเมืองจีน หอเอนปิซ่า รวมถึงประภาคารฟาโรสแห่งอเล็กซานเดรีย เป็นต้น และที่แน่ๆ ก็คือ สิ่งก่อสร้างบางส่วนที่จำลองสถาปัตยกรรมแห่งอารยธรรมยุคโบราณเหล่านั้น จะใช้เป็นสถานที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน พื้นที่เชิงพาณิชย์ รวมถึงพื้นที่ต้อนรับนักท่องเที่ยว

                          ตอกย้ำข้อเท็จจริงที่ว่า อภิมหาเศรษฐีบ้านนี้เมืองนี้ เขาไม่ได้หว่านเงินเพื่อหวังแต่การสร้างกระแส เพราะจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของทุกโครงการ "ที่สุดในโลก" สำหรับดูไบ ก็คือ ผลตอบแทนที่วัดผลได้ในเชิงพาณิชย์