
ทุ่ม167ล.ปลุกศก.ชายแดนใต้
ทุ่ม 167 ล้าน ฟื้นโรงแรมชางลี นำร่องแผนปลุกศก.ชายแดนใต้ : รายงานพิเศษ : โดย สุพิชฌาย์ รัตนะ / นครินทร์ ชินวรโกมล
ความพยายามในการฟื้นฟูบรรยากาศการค้า การท่องเที่ยว ให้เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นนโยบายของทุกรัฐบาล นับตั้งแต่เหตุการณ์ความไม่สงบก่อตัวขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เพราะนั่นคือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งอยู่ในส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ 3 ฝ่าย ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย กระทั่งล่าสุดคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.)เห็นชอบในหลักการให้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซื้อกิจการโรงแรมชางลี ซึ่งเป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นอาคาร 15 ชั้น มีห้องพัก 120 ห้อง ตั้งอยู่กลางเมืองยะลา ถูกทิ้งร้างมานานกว่า 5 ปี
อดีตโรงแรมชางลี มีภาพของการเป็นโรงแรมหรูที่สุดใน 3 จังหวัด แต่ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้น ทำให้ยอดผู้ใช้บริการหดตัวลงไป โดยมีปัจจัยมาจากปัญหาไม่มั่นใจในความปลอดภัย ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมามีความพยายามจากภาคเอกชน ในการเข้ามาซื้อกิจการเพื่อจะเข้าไปบริหารต่อ แต่ไม่สำเร็จเพราะติดปัญหาเงื่อนไขเนื่องจากโรงแรมชางลีกลายเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ และมีมูลหนี้อยู่ในกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ฯ ทำให้การซื้อกิจการมีข้อจำกัดอยู่บ้าง โดยต้องซื้อจากบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ บสส. ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรของรัฐที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล)
สำหรับงบประมาณในการเข้ามาซื้อโรงแรมชางลี ใช้งบรวม 167.2 ล้านบาท โดยเป้าหมายหลักที่ถูกวางเอาไว้คือ พัฒนาให้เป็นศูนย์บริการงานของหน่วยรัฐ เช่น การเรียนรู้ ศูนย์เยียวยา ศูนย์ฮัจญ์ รวมทั้งศูนย์ประสานงานส่วนราชการและศาสนาเชิงพหุวัฒนธรรม ศูนย์กลางอาเซียน และ IMT-GT (โครงการสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย) 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น โดยเบื้องต้นกำหนดจะให้เป็น "องค์การมหาชน" เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการ โดยอาจให้เอกชนหรือสถานศึกษาในพื้นที่เข้ามาร่วมจัดการ
"แน่นอนว่ารูปแบบการบริหารจะต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การตั้งเป็นสำนักงานที่รับทำหนังสือเดินทาง เนื่องจากปัจจุบันมีประชาชนมาทำหนังสือเดินทางเฉลี่ย 500 คนต่อวัน และบางวันสูงถึง 1,000 คน ซึ่งเป็นสถิติที่มากที่สุดในประเทศไทย หากดำเนินการได้จริงมั่นใจว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน ศอ.บต. ได้ประสานกับหน่วยงานในพื้นที่ทุกระดับ รวมถึงหน่วยงานส่วนท้องถิ่นให้ช่วยกันสำรวจพื้นที่เพื่อช่วยเหลือสถานประกอบการ ผู้ประกอบการ ตลอดจนสถานที่ต่างๆ ที่อาจถูกปล่อยทิ้งร้างหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์เพื่อนำมาพัฒนาใหม่ให้ก่อเกิดประโยชน์มากที่สุดด้วยเช่นกัน" พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กล่าว
"การฟื้นโรงแรมชางลีให้สามารถเปิดบริการได้อีกครั้งเป็นเรื่องที่น่ายินดีและพร้อมสนับสนุนเต็มที่ เนื่องจากโรงแรมแห่งนี้เป็นโรงแรมเก่าแก่ที่อยู่คู่กับเมืองยะลามานาน กระทั่งต้องยอมปิดตัวลงเพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่มาพร้อมกับเหตุการณ์ความรุนแรงไว้ได้ และไม่ว่าการพลิกฟื้นโรงแรมชางลีขึ้นมาใหม่ ด้วยวัตถุประสงค์และเป้าหมายการใช้งานรูปแบบใดก็ตาม เชื่อว่าล้วนส่งผลดีในแง่ของธุรกิจ การค้า การท่องเที่ยวในระดับพื้นที่อย่างแน่น่อน และที่สำคัญเชื่อว่าการลงทุนด้วยงบประมาณ 167 ล้านบาทครั้งนี้จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและได้ผลตอบแทนที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้" ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานหอการค้าจังหวัดยะลา กล่าว
อะหมาน หมัดอาดัม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานจังหวัดนราธิวาส รับผิดชอบจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส กล่าวว่า การฟื้นฟูโรงแรมชางลีครั้งนี้ ถือเป็นผลดีในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยเฉพาะการช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในกลุ่มของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ต้องยอมรับว่าปัจจุบันสัดส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้วิกฤติอย่างหนัก เมื่อเทียบกับสัดส่วนของนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย คิดเป็นสัดส่วน 20:80 เนื่องจากสถานการณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่ ถูกผูกไว้กับปัจจัยความรุนแรงโดยช่วงใดเหตุการณ์รุนแรงนั่นหมายถึงนักท่องเที่ยวจะถดถอยไปอย่างสิ้นเชิง
"ตัวเลขนักท่องเที่ยวไทยปัจจุบันอาจไม่ถึง 20%ด้วยซ้ำ ดังนั้นการฟื้นโรงแรมชางลีไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใด ย่อมมีส่วนช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในกลุ่มคนไทยให้กระเตื้องขึ้นมาได้ รวมถึงหากรัฐบาลจะนำมาเปิดศูนย์ราชการรองรับการจัดประชุมสัมมนา และจัดกิจกรรมต่างๆ ก็เชื่อว่าจะส่งผลดีในการดึงคนเข้ามาใช้บริการและการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้"
อะหมาน กล่าวว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นร้อยละ 10-20 โดยในกลุ่มนี้เพิ่มในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะมาเลเซีย โดยในปี 2553-2554 มีนักท่องเที่ยวผ่านเข้ามาประมาณ 7 แสนคน มีรายได้หมุนเวียนในพื้นที่ประมาณ 2.5 พันล้านบาท ขณะที่ปี 2555 ล่าสุดตัวเลขนักท่องเที่ยวประมาณ 1.1 ล้านคน มีรายได้หมุนเวียน 3 พันล้านบาท ขณะที่ก่อนปี 2547 มีนักท่องเที่ยวเข้ามา 1.4 ล้านคน รายได้สะพัด 4 พันล้านบาท
แผนฟื้นโรงแรมชางลี จึงมีนัยที่สะท้อนไปถึงการเรียกคืนความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจให้กลับคืนมา เป็นความท้าทายในนโยบายของรัฐบาล ว่าจะขับเคลื่อนไปสู่แผนงานอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ได้หรือไม่
-------------------
(ทุ่ม 167 ล้าน ฟื้นโรงแรมชางลี นำร่องแผนปลุกศก.ชายแดนใต้ : รายงานพิเศษ : โดย สุพิชฌาย์ รัตนะ / นครินทร์ ชินวรโกมล)



