ข่าว

ปราบโกงให้อยู่หมัดต้องใช้'ยาแรง'

ปราบโกงให้อยู่หมัดต้องใช้'ยาแรง'

12 ต.ค. 2555

ปราบโกงให้อยู่หมัดต้องใช้'ยาแรง' : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn

           มีโอกาสได้เห็นบุคคลหลากหลายสาขาอาชีพพากัน “ตื่นตัว” กับการเคลื่อนไหวรณรงค์ เอาจริงเอาจังกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกภาคส่วนของประเทศแล้ว ถือเป็นเรื่อง “น่ายินดี” เป็นอย่างยิ่ง และอยากเห็นการเอาจริงเอาจังกับปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่กับเพียงเฉพาะ “คนบางคน” หรือ “เรื่องบางเรื่อง” ตามกระแสสังคมเป็นคราวๆ ไป
   
            บทเรียนในต่างประเทศทำให้ได้ข้อคิดมากมายกับคนซึ่งทำผิดในข้อหาซึ่งเขาไม่อาจให้อภัยกันได้เลยกับการ “โกงกินทรัพย์สินเงินทองของส่วนรวม” คนเหล่านี้ ถ้าเป็นนักการเมือง หากถูกจับได้ก็ถือว่าคนคนนั้น ในวงการการเมืองเป็นที่รู้กันว่า ไม่มีคำว่า “กลับมาใหม่ได้ในสังคมการเมือง” ถ้าเป็นคนในสาขาอาชีพอื่น ก็คงต้องถูกถอดถอน มีการดำเนินการกระทั่งคนเหล่านั้นต้องออกไปจากวงการวิชาชีพดังกล่าว เป็นหมอก็อาจถูกถอนใบประกอบวิชาชีพ เป็นวิศวกร นักบัญชี ก็มีให้เห็นกับการเซ็นใบรับรองตรวจสอบบัญชี ตรวจสอบอาคาร ทำกันแบบ “ชุ่ยๆ" หรือด้วยเห็นแก่ทรัพย์สินผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย กระทั่งต้องกระทำการย่อหย่อนกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น กระทั่งต้องออกไปจากแวดวงวิชาชีพก็ไม่รู้สึกสะทกสะท้านใดๆ ถือเป็นเรื่องนำมาซึ่งความเสียหายอย่างมากต่อสาธารณะ
   
            จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่วันนี้ในหลายประเทศ คนกระทำความผิดในข้อหาซึ่งสังคมของเขาถือเป็นเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ ต้องตัดสินใจจบชีวิตของตนเอง หรือกระทั่งต้องเปลี่ยน “ชื่อ” เปลี่ยนตัวตนเพื่อไม่ให้ผู้คนจดจำที่มาที่ไปของตนเองได้ ซึ่งในสังคมเราก็เคยมีคนหลายคนเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามเป็นว่าเล่น นอกเหนือจากความเชื่อทางโหราศาสตร์ ก็มีคนคดโกงเหล่านี้ปะปนอยู่ไม่น้อย
   
            ทำให้การ “กดดันทางสังคม” กลายเป็นเรื่องสำคัญ และเชื่อมั่นว่าจะเป็นแนวทางซึ่งได้ผลอย่างยิ่งในการเอาชนะ “ภัยจากการคอรัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวง” อย่างได้ผลทันตาเห็น แต่ไม่อยากเห็นภาพ การอาศัยจังหวะเวลาในขณะที่หลายฝ่ายพยายามแก้ปัญหาผุกร่อนของสังคม ด้วยความพยายามหักโค่นกัน ด้วยคิดว่าอาจจะก้าวย่างขึ้นมาทาบรัศมี แทนที่คนเก่าที่กำลังซวนเซ เพราะอะไรผิดก็เป็นเรื่องของกฎหมายที่ต้องไปว่ากันในกระบวนการยุติธรรม แต่เริ่มมองกันออกว่า ท่ามกลางคนหมู่มากซึ่งกำลังทำงานเพื่อสังคมส่วนรวม ได้มีบรรดา “เหลือบ ริ้น ไร ยุงรำคาญ” สอดแทรกเข้ามาปั่นกระแสสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นเพื่อทำให้ปัญหาบานปลาย
   
            ส่วนตัวไม่สนับสนุนใครก็ตามที่ขึ้นชื่อว่า “ขี้โกง” ยิ่งเป็นการโกงเอาจากภาษีเงินทองของประชาชน ต้องได้รับโทษสถานหนัก แต่บรรดานักฉวยโอกาสและเก่งหาช่องว่างในลักษณะที่ว่านี้ ถ้าเป็นผู้หญิงก็ไม่น่าคบ ถ้าเป็นผู้ชายก็ถือว่าไม่มีความเป็น “สุภาพบุรุษ” เราคงไม่อาจแก้ปัญหา “คอร์รัปชั่น” เชิงโครงสร้างและจัดเป็นวัฒนธรรมซึ่งสังคมส่วนใหญ่ให้การยอมรับนี้ได้โดยง่ายเพียงแค่บ่นๆ กันให้สะใจ แล้วนำกลับมาพูดคุยกันอีกทีเมื่อมีปัญหาคล้ายๆ กันเกิดขึ้นตามมา ทางเดียวจะแก้ปัญหาหมักหมมเรื้อรังนี้ได้ ต้องใช้ “ยาแรง” และเห็นว่า “แรงกดดันทางสังคม ถ้าทำอย่างต่อเนื่อง กดดันทั้งตัวการและผู้สนับสนุนได้ยิ่งได้ผลทันตา” เมื่อใดคนเชื่อว่า “บาปกรรมมีจริง ทำดีได้ดีจริง ผมเชื่อว่า คนทำบาปจะลดลง สังคมจะดีขึ้นตามมา”