
ตั้งกก.สอบ'อจ.ลวนลามนศ.สาว'
ม.ราชภัฏฯ ตั้งกรรมการสอบ "อาจารย์ดนตรีไทย"ลวนลามนักศึกษาสาว หลังนักศึกษารวมตัวแจ้งความ ด้าน"รองอธิการ" แจงนักศึกษาเคยรวมตัวขับไล่อาจารย์มาแล้ว และเรียกอาจารย์มาตักเตือนแล้ว 1 ครั้ง ขณะที่กรมคุ้มครองสิทธิฯพร้อมช่วยเหลือนศ. เผยผลวิจัยชี้ผู้หญิงถูกริดรอนสิ
จากกรณีนักศึกษาคณะครุศาสตร์ สาขาศิลปกรรม เอกดนตรีไทย มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เดินขบวนภายในมหาวิทยาลัยเพื่อขับไล่อาจารย์ชายคนหนึ่งประจำวิชาภาคดนตรีไทย ก่อเหตุลวนลามนักศึกษาสาว หลังจากนั้นได้รวมตัวกันเดินทางเข้าแจ้งความที่ สน.บางยี่เรือ เพื่อให้ดำเนินคดีกับอาจารย์คนดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น
เมื่อเวลา 10.00 น วันที่ 11ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา นายสุพล วุฒิเสน อธิการบดี นายนิพนธ์ เฮงสมบูรณ์ รองอธิการบดี และทีมอาจารย์ทั้งหมด 26 คน ร่วมกันประชุมหารือนาน 1 ชั่วโมง และมีมติเห็นชอบให้ยุติการสอนและให้มหาวิทยาลัยตั้งกรรมการสอบสวนอาจารย์คนดังกล่าวตามมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 ซึ่งบังคับใช้กับพนักงานหาวิทยาลัยนี้ด้วย
นายนิพนธ์ กล่าวว่า ครั้งก่อนที่อาจารย์คนดังกล่าวจะมาเป็นประจำเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเคยเป็นอาจารย์พิเศษให้มาสอนในภาควิชาดนตรีไทยและเป็นคนมีบุคลิกเรียบร้อยและเป็นอาจารย์อีกคนหนึ่งที่นักศึกษาชอบเพราะเป็นคนตลกสอนสนุกภายหลังทางหาวิทยาลัยต้องการพนักงานประจำจึงได้เชิญให้อาจารย์คนดังกล่าวเข้ามาประจำก่อนที่จะเกิดเรื่องในลักษณะนี้ครั้งแรก ในปี 2553 โดยนักศึกษาเข้าร้องเรียนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะในการสอน เช่น พูดจาหยาบคาย และ พฤติกรรมชอบลวนลาม นักศึกษา จึงได้เรียกมาเพื่อทำการตักเตือนไปครั้ง 1 แล้ว และไม่น่าเชื่อจะมาก่อเหตุในลักษณะนี้ขึ้นอีก
วันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมานักศึกษาภายในคณะ 100 คน รวมตัวกันเดินขบวนภายในมหาวิทยาลัยเพื่อขับไล่อาจารย์คนดังกล่าว และได้เรียกให้นักศึกษาที่ออกมาชุมนุมให้เข้ามาพูดคุยกันก่อนเพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่เพราะทางมหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมาตลอด ทั้งนี้เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถสรุปเรื่องนี้ได้ต้องทำการสอบสวนและหาหลักฐานที่ชัดเจนก่อนที่จะตัดสินอะไรออกไป ส่วนในเรื่องที่นักศึกษากว่า 100 คน สอบไม่ผ่านในรายวิชาที่ได้เรียนกับอาจารย์คนดังกล่าวนั้นได้มีการสั่งการให้ประธานสาขารับผิดชอบแล้ว ทั้งนี้เบื้องต้นได้สั่งให้อาจารย์คนดังกล่าวเข้าพบแล้ว และสั่งให้รวบรวมหลักฐานในการให้คะแนนทุกภาควิชาเอามาให้ตนเพื่อเก็บหลักฐานที่นักศึกษาอ้างว่าอาจารย์คนดังกล่าวทำการสอนไม่เป็นระบบและไม่เคยเห็นมีการสอบเพื่อเก็บคะแนน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่มีการสัมภาณ์ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยอยู่นั้นอาจารย์คนดังกล่าวได้โทรศัพท์เข้าเครื่องของรองอธิการบดีถึง 2 สาย พร้อมทั้งปลายสายซึ่งเป็นอาจารย์คนดังกล่าวและได้สนทนากับรองอธิการบดีว่าตอนนี้ตนเองยังไม่พร้อมที่จะให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และจะขอไปวัดเพื่อทำบุญเพื่อให้เกิดความสบายใจก่อน
กรมคุ้มครองสิทธิฯพร้อมช่วยเหลือนศ.
นายไพฑูรย์ สว่างกมล รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า ได้ส่งเจ้าหน้าที่กรมคุ้มครองสิทธิฯไปพบนักศึกษาและผู้ปกครองเพื่อแจ้งสิทธิให้ทราบตามพระราชบัญญัติจ่ายเงินค่าทดแทนผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา ซึ่งทางกรมฯจะให้ความช่วยเหลือด้านการจัดหาทนายความและการจ่ายค่าธรรมเนียมศาลให้ ส่วนค่าชดเชยผู้เสียหายในคดีอาญาจำนวน 30,000 บาท คาดว่าจะไม่ได้รับ เนื่องจากคดีขาดอายุความไปแล้ว เพราะเหตุเกิดตั้งแต่ปี 2553
“ส่วนการให้ความคุ้มครองเหยื่อในคดีอาญาเบื้องต้นเชื่อว่ายังไม่จำเป็น เนื่องจากอาจารย์ชายที่ถูกกล่าวหายังไม่มีพฤติการณ์ข่มขู่คุกคาม คนที่เป็นครูบาอาจารย์คงไม่ทำทารุณแรงกับลูกศิษย์ และทางกรมฯคงต้องหารือกับผู้ปกครองของนักศึกษาทั้งหมดก่อน แต่คดีนี้เชื่อว่านำสืบไม่ยากเพราะมีบุคคลที่สามที่ถูกกล่าวถึงว่า เป็นเพื่อนชายของหนึ่งในนักศึกษาขอร้องให้นักศึกษาคนหนึ่งเดินไปพบอาจารย์แทนตนเอง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องเกรดแทนตัวเอง”นายไพฑูรย์กล่าว
นายไพฑูรย์ กล่าวอีกว่า สำหรับคดีทางเพศที่เข้ามาขอรับความช่วยเหลือจากกรมคุ้มครองสิทธิพบว่ามีจำนวนมาก ตั้งแต่พรบ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ แม้จะมีประชาชนรับทราบสิทธิของตนเองเพียงร้อยละ 25 เท่านั้น โดยในปี 2554 มีผู้เสียหายเฉพาะคดีทางเพศเข้ามาขอความช่วยเหลือจากกรมฯจำนวน 690 ราย จ่ายเงินไปแล้ว 12 ล้านบาท ส่วนในปีนี้ มีผู้เสียหายคดีดังกล่าวขอรับความช่วยเหลือจำนวน 625 ราย จ่ายเงินเยียวยาไปแล้วประมาณกว่า 10 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคดีทางเพศมีจำนวนมากกรมฯจึงได้ตั้งคณะอนุกรรมการจ่ายเงินค่าชดเชยผู้เสียหายและจำเลยคดีอาญา(คณะเพศ)ขึ้นมา โดยมีนายแพทย์ดาวิน เยาวพลกุล เป็นประธานฯในคณะอนุเพศ เพื่อพิจารณาจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้เสียหายในคดีทางเพศโดยเฉพาะ นอกจากกนี้พรบ.ดังกล่าวจ่ายเงินเยียวยาให้เหยื่อคดีทางเพศในกรณีที่เหยื่อเป็นเพศชายและถูกเพศหญิงข่มขืนด้วย
ผลวิจัยชี้ผู้หญิงถูกริดรอนสิทธิในห้องเรียน
ขณะที่องค์การแพลนอินเตอร์เนชั่นแนล สำนักงานประเทศไทย เผยผลวิจัยเกี่ยวกับสถานการณ์การศึกษาของเยาวชนสตรีในประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ “เด็กผู้หญิงกับการศึกษา” โดยผลวิจัยชี้ชัดว่าเด็กผู้หญิงควรได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกับเด็กชาย เพื่อลดปัญหาความยากจน ความรุนแรง และการค้ามนุษย์ในเด็กผู้หญิง
นางมหา คิวบาร์รูเบีย ผู้อำนวยการองค์แพลนอินเตอร์เนชั่นแนล สำนักงานประเทศไทย เปิดเผยว่า สถิติทั่วโลกระบุว่า 1 ใน 3 ของเด็กหญิงทั่วโลกขาดโอกาสทางการศึกษา เนื่องจากปัญหาความยากจน ปัญหาความรุนแรง ปัญหาการเลือกปฏิบัติ และการแต่งงานก่อนวัยอันควร ส่งผลให้เด็กเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะการบังคับขายบริการทางเพศและการใช้แรงงาน ดังนั้นสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ จึงได้ประกาศให้ทุกวันที่ 11 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันสิทธิเด็กหญิงสากล เพื่อให้ทุกคนสนใจถึงสถานการณ์ของเด็กหญิงทั่วโลก และเรียนร้องให้ทุกภาคส่วนในสังคม ทั้งภาครัฐ องค์กรพัฒนาระหว่างประเทศ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมส่งเสริมเด็กหญิงให้มีสิทธิ์ในการศึกษาและการพัฒนาอย่างเท่าเทียม
นางคิวบาร์รูเบีย กล่าวว่า ปัจจุบันมีเด็กหญิงจำนวนมากทั้งทั่วโลกและในประเทศไทย ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์และขบวนการค้าแรงงาน เนื่องจากสภาพสังคมที่ยังคงมีการแบ่งแยกทบบาทระหว่างเพศชายและเพศหญิง ซึ่งจากรายงานสถานการณ์การศึกษาของเยาวชนสตรีในประเทศไทย ภายใต้หัวข้อเด็กผู้หญิงกับการศึกษา พบว่านโยบายภาครัฐที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมนั้น ในภาคปฏิบัติยังคงมีเด็กหญิงจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาความไม่เท่าเทียมและไม่ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ
“งานวิจัยชิ้นนี้ได้ทำการสำรวจโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย จำนวน 4 แห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย โดยทำการสังเกตการณ์เรียนการสอนในห้องเรียน การสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งครูผู้สอนและผู้อำนวยการโรงเรียน รวมถึงเด็กนักเรียนและผู้ปกครอง ในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ซึ่งพบว่ายังคงมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องทัศนคติ และความเสมอภาคทางการศึกษาระหว่างสังคมเมืองและชนบท ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเด็กนักเรียนหญิงทางภาคเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กไร้สัญชาติที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างสูง” นางคิวบาร์รูเบีย กล่าว
ชี้4ประเด็นต้นตอปัญหาการศึกษา
นางคิวบาร์รูเบีย กล่าวต่อว่า ผลวิจัยระบุ 4 ประเด็นที่น่าสนใจ คือ 1.ปัญหาความยากจนซึ่งเป็นปัจจัยหลัก ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ซึ่งปัญหานี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเด็กไร้รัฐ เพราะนโยบายเรียนฟรีไม่รองรับในระดับอุดมศึกษา ขณะเดียวกันก็ประสบปัญหาในการหางานเนื่องจากไม่มีบัตรประชาชน 2.อุปสรรค์ในการเข้าการศึกษาอย่างมีคุณภาพระหว่างสังคมเมืองกับชนบท 3.การเรียนการสอนในห้องเรียนไม่เอื้อต่อการแสดงออกของเด็กนักเรียนหญิง จึงทำให้ขาดการมีส่วนร่วมในห้องเรียน และ 4.ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียน ซึ่งจากการสัมภาษณ์ครูทั้งในโรงเรียนชนบทและตัวเมือง ต่างเห็นตรงกันว่าควรเปิดโอกาสให้เด็กหญิงเหล่านี้ได้กลับมาเรียนหนังสืออีกครั้ง หลังจากคลอดบุตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ทุกภาคส่วนจึงควรตระหนักถึงปัญหาเยาวชนหญิงที่เรากำลังเผชิญอยู่ และร่วมกันหาทางแก้ไข ทั้งในระดับนโยบายของทางภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอน และการปฏิบัติของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งครู อาจารย์ และผู้ปกครอง ซึ่งจากการทำงานด้านนี้มาอย่างต่อเนื่อง ก็ได้เห็นความตื่นตัวมากขึ้นของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการแก้ปัญหาดังกล่าว” นางคิวบาร์รูเบีย กล่าว
เด็กไร้รัฐถูกตัดโอกาสการศึกษา
นางสาวรุ่งลดา เชอหมื่อ เด็กไร้สัญชาติ บ้านห้วยไร่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ปัจจุบันตนเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 คิดว่าปัญหาความยากจนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กนักเรียนในชนบท โดยเฉพาะเด็กไร้สัญชาติขาดโอกาสทางการศึกษา และในหมู่บ้านจะพบเห็นเพื่อนๆ ผู้หญิงประสบปัญหาท้องในวัยเรียน ทำให้ต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ขณะที่บรรยากาศในห้องเรียนครูผู้สอนมักจะเรียกแต่เด็กผู้ชายตอบคำถาม เด็กผู้หญิงส่วนมากจึงไม่ค่อยมีส่วนร่วมในห้องเรียนมากนัก
“ที่ผ่านมาหนูเคยจะได้รับทุนการศึกษาจากประเทศจีน ซึ่งจะมีโอกาสไปเรียนที่ประเทศจีน แต่ประสบปัญหาเรื่องไร้สัญชาติ และไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน จึงทำให้ไม่สามารถรับทุนได้ ซึ่งขณะนี้ก็ได้ติดต่อไปยังที่ว่าการอำเภอเกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อขอสัญชาติ เพราะหากได้สัญชาติแล้ว ทางประเทศจีนก็พร้อมจะให้ทุนการศึกษา” นางสาวรุ่งลดา กล่าว
ข้อเรียกร้อง“วันเด็กผู้หญิงสากล”
เพื่อเป็นการยุติการแต่งงานในเด็กโดยเร่งพัฒนาความเท่าเทียมและความเสมอภาคระหว่างเพศในการศึกษา ภายในปี 2558 องค์การสหประชาชาติผู้ริเริ่มให้การศึกษาแก่เด็กผู้หญิง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก และเอเชียใต้(EAP/SA UNGEI) เรียกร้องให้นานาประเทศ 1.ให้ความมั่นคงในการเข้าถึงการศึกษาภาคบังคับสำหรับเด็กผู้หญิงและผู้ชายทุกคน 2.การสร้างโอกาสเพิ่มขึ้นในการแก้ตัวทางการศึกษาผ่านระบบการเรียนทั้งในและนอกสถานศึกษา สำหรับเด็กผู้หญิงที่ต้องออกจากโรงเรียนเพราะการแต่งงานในวัยเด็ก และการท้องขณะเรียนหนังสือ เพื่อให้สามารถเรียนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างครบกระบวนการ 3.หาวิธีรองรับเรื่องการต่างงานในวัยเด็กทั้งเด็กชายและเด็กหญิง ในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านการศึกษา ด้านสุขภาพ และด้านแรงงาน 4.ทำการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเกี่ยวกับปัญหาการแต่งงานในเด็ก



