
'ประยุทธ์'เมินพูดถอดยศ'มาร์ค'
'ประยุทธ์'เมินพูด'สุกำพล'ตั้งคกก.ถอดยศ'มาร์ค' ชี้เป็นเรื่องของกลาโหม เผยกรณีนี้ไม่เป็นบรรทัดฐานเรื่องอื่น เดินหน้าปลุกปชช.แสดงพลังต้านโจรใต้วอนสื่อประจานให้อายต่อบาป พร้อมร่วมงานสถาปนา'พล.ม.2 รอ.'
11 ต.ค.55 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์กรณี พล.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม สั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการรวบรวมข้อมูล เพื่อดำเนินการถอดยศ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านว่า เป็นหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม ถ้า รมว.กลาโหม มีอำนาจตรวจสอบก็ถือเป็นเรื่องของท่าน ส่วนจะตรวจสอบว่า ผิดหรือถูกเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม และผลสรุปจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องของคณะกรรมการ ตนคงตอบไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องของตน เป็นเรื่องผู้บังคับบัญชาระดับสูง เป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหม
เมื่อถามว่า เรื่องนี้จะทำให้กลายเป็นบรรทัดฐานหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มีหลายเรื่องที่ต้องทำ อย่าเอาเฉพาะเรื่องนี้เรื่องเดียว ถ้าจะเอาเรื่องนี้มาเป็นบรรทัดฐานคงมีอีกเป็นพันกว่าเรื่องที่ต้องมีบรรทัดฐาน ทั้งนี้ตนไม่ลำบากใจ เพราะทุกคนอยู่ในหน้าที่ ตำแหน่ง ความรับผิดชอบ ปฏิบัติตามกฎระเบียบ กติกา ไม่หนักใจเพราะอยู่ในกฎระเบียบ แต่จะหนักใจอยู่ที่สื่อทั้งหลาย แต่ตนก็สบายใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี ทั้งนี้เป็นเรื่องของกติกาที่ต้องไปว่ากัน เรื่องนี้อย่าให้ตนพูดต่อจะไม่ดี เป็นเรื่องผู้บังคับบัญชา ถ้าพูดไปเดี๋ยวจะทะเลาะกับผู้บังคับบัญชา ทะเลาะกับสื่อก็แย่แล้ว
" ทั้งนี้กำลังใจของตนมี 200 เพราะถ้ามีแค่ร้อยเดียวคงหมดไปนานแล้ว ถ้าหมดก็จะเติม เพราะตนยึดถือว่า เวลาทำงานต้องทำให้เกินร้อยต้องคาดหวังและสั่งการเกินร้อย ซึ่งตนถ่ายทอดให้คนในกองทัพบกได้คิด ถ้าคิดไม่เหมือนกันก็ไปไม่ได้ วันนี้ท่านต้องเตรียมพร้อม และเป็นหนึ่งเดียว เพื่อเตรียมเข้าประชาคมอาเซียนในปี 2558 ไม่อย่างนั้นจะอยู่กันยาก โดยกองทัพบกจะเป็นเสาหลักด้านความมั่นคง และการสร้างเสถียรภาพ " พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ปลุกปชช.แสดงพลังต้านโจรใต้วอนสื่อประจานให้อายต่อบาป
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้รวมพลังต่อต้านการข่มขู่ของผู้ก่อความไม่สงบที่ให้หยุดประกอบกิจการต่างๆในทุกวันศุกร์ว่า การแสดงพลังไม่ใช่ว่าจะทำครั้งเดียวแล้วเลิกไป เราต้องพยายามปลุกระดม ปลุกขวัญกันเองให้ได้ ถ้าประชาชนเสียขวัญมากๆ เจ้าหน้าที่จะต้องทำงานทุ่มเทให้เป็น 2-3 เท่าจนกว่าจะได้ความเชื่อมั่นกลับมา ซึ่งยอมรับว่า เป็นงานที่ยากพอสมควร ด้วยปัจจัยหลายอย่าง แต่เราจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ส่วนการค้าขายในวันศุกร์นั้น ตนได้สั่งการลงไปในพื้นที่ ไม่ใช่การท้าทายว่า กลัวหรือไม่กลัว เก่งหรือไม่เก่ง ป้องกันได้หรือไม่ได้ แต่อยู่ที่ว่า คนไทยทุกคนจะลุกขึ้นมาต่อสู้กันหรือไม่ ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ก่อเหตุรุนแรง
“เขาไม่สามารถฆ่าเราได้ทั้งหมด เพราะถ้าเขาฆ่าเราทั้งหมดเขาก็เสียเปรียบ ผมไม่อยากให้ถูกฆ่าแม้แต่คนเดียว ไม่ว่า จะเป็นชาวบ้านหรือทหาร แต่ฝ่ายนั้นไม่ยอมหยุด ตอนนี้มีแต่ตำหนิว่า ทหารลงไปใช้กฎหมาย ใช้ความรุนแรง แต่ไม่ได้บอกว่า คนไทยที่เป็นผู้บริสุทธิ์ มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่ในแผ่นดินไทยตามกฎหมาย ทำไมถึงไม่คุ้มครองเขา อยากให้สื่อช่วยเขียนรณรงค์ให้ทุกคนช่วยกันปกป้องคุ้มครองประชาชน เจ้าหน้าที่ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ และดิสเครดิตโจรให้มาก ให้เขารู้สึกอาย และละอายต่อบาปกรรม ถ้าให้นำกำลังลงไปกวาดล้างก็ทำได้ แต่ใครจะรับประกันว่า จะไม่เกิดศึกรบกันสองศาสนา อยากฝากสื่อว่า จะเขียนหรือวิจารณ์ไม่ว่า แต่ต้องทำด้วยเหตุผล การทำงานคิดทุกวันจะไม่คิดก็ตอนนอน ตื่นขึ้นมาก็ต้องคิด บางทีฝันก็เป็นเรื่องใต้ นั่นคือความห่วงใยที่ผมมีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา สื่อจะเขียนอะไรก็เขียนให้ผมมีกำลังใจ พร้อมจะทุ่มเทเสียสละ อย่าให้หมดกำลังใจ และถ้าผมหมดกำลังใจ ทหารของผมก็หมดกำลังใจลงไปด้วย”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ปัญหาคือความพร้อมในการดูแลพื้นที่ เพราะมีพื้นที่มาก ขณะนี้รัฐบาลกำลังให้กองทัพบกเสนอเทคโนโลยีที่จะเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาในพื้นที่เพิ่มเติม เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิดซีซีทีวี การติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับยานพาหนะที่ผิดกฎหมาย แต่ทุกอย่างต้องใช้เวลา เพราะติดเรื่องข้อกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ สิ่งสำคัญที่ผู้ก่อเหตุสามารถกระทำต่อเจ้าหน้าที่ได้ เพราะเขาไม่ได้เปิดเผยตัวเอง ถือเป็นสิ่งยากที่จะแยกแยะ ส่วนเรื่องการข่าว เรารู้แต่ไม่รู้รายละเอียด บางคนจับตัวเขาได้ แต่ครอบครัวเขาไม่รู้ เพราะคิดว่าลูกหลานของเขาเป็นคนดี นั่นคือความขัดแย้ง ระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ซึ่งต้องแก้ปัญหาเรื่องการอำนวยความยุติธรรม สิ่งที่อยากจะขอร้อง คือ เจ้าหน้าที่ทำหน้าที่โดยไม่รู้ตัวว่า วันไหนจะถูกทำร้าย ต้องเห็นใจว่า เขาเสี่ยง แต่ถ้าเขาไม่ไปดูแลประชาชนก็ไม่ได้เพราะเป็นการขัดคำสั่ง แต่เขาไม่ได้ทำตามคำสั่งอย่างเดียว เขาไปด้วยจิตสำนึกว่า อยากให้มันจบสิ้นจะได้กลับมาอยู่กับครอบครัว ตนในฐานะผู้บังคับบัญชาไม่อยากให้เขาไปเสี่ยง ครอบครัวลูกเมียใคร ๆ ก็รัก
“วันนี้เรากำลังทบทวน เมื่อไรที่จะนำทหารกลับมาได้ พราะถ้านำกลับก็ต้องเป็นการยอมรับจากประชาชน สังคมและสถานการณ์ ไม่ใช่กลับมาเพราะถูกกดดันให้ออกมา การทำเช่นนั้น ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะจะทำให้สถานการณ์พัฒนาได้ในอนาคต ความจริงเมื่อสถานการณ์ปกติ ผมก็อยากให้ถอน แต่ติดอยู่ที่ความรับผิดชอบยังไม่เรียบร้อย เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเป็นกองกำลังประจำถิ่น กองทัพภาคที่ 4 ตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งทั้ง3 ส่วนนี้ตั้งแต่พลเรือน ตำรวจ ทหารจะต้องมีกำลังเพียงพอในการทดแทน กำลังทหารที่อยากจะให้กลับ วันนี้ทหารลงไป 40,000 นาย ถามว่า ใครจะไปดูแลพื้นที่แทนทหาร ถ้าตำรวจ พลเรือนพอ เราก็พร้อมออก แต่ประชาชนต้องปลอดภัย ขณะนี้มีการหารือกันระหว่าง พลเรือน ตำรวจ ทหาร จนได้ข้อยุติและนำเรียนนายกรัฐมนตรี ว่าจะขับเคลื่อนแผนงาน โครงการ และอย่ามองว่าทุจริต แต่ต้องมองว่า แผนงานอะไรที่จะส่งเสริมการแก้ปัญหาให้เร็วขึ้น“ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่ออีกว่า ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเราสามารถจับผู้ก่อเหตุได้ทุกวัน เช่น การจับกุม แกนนำอาร์เคเค ผู้ปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ และผู้ที่เข้าร่วมจำนวนมาก แต่ไม่ได้มีการนำเสนอเป็นข่าว ซึ่งข่าวจะไปเน้นที่การก่อเหตุความรุนแรง และจะไปเข้าข้างผู้ก่อความไม่สงบ เพราะเขาลงทุนนิดเดียว วางระเบิดหนึ่งลูก จะเห็นว่า เป็นการวางระเบิดหลายครั้งแต่เล็ก ๆ เพื่อต้องการสร้างผลกระทบโดยวงกว้าง แต่ตอนนี้ทำได้ยากขึ้นเพราะเจ้าหน้าที่เข้มงวด จำนวนเหตุที่เกิดในเวลาเดียวกันก็ลดน้อยลง แต่มีความรุนแรงมากขึ้น เพราะขึ้นอยู่กับความคุ้มค่าจากกระทำต่อเป้าหมาย นั่นคือการวิเคราะห์ ของฝ่ายเราว่า เขามีการพัฒนา เราก็ต้องมีการพัฒนาตาม แต่ข้อแตกต่างอยู่ที่ว่าโจรไม่ต้องผ่านกระบวนการ แต่เจ้าหน้าที่ต้องผ่านกระบวนการทุกอย่าง ทั้งกฎหมาย การยอมรับของสังคม และสื่อต่างประเทศ
ร่วมงานสถาปนา พล.ม.2 รอ.
พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางมาเป็นประธานในวันคล้ายวันสถาปนา กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2 รอ.) ครบรอบ 33 ปี โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวให้โอวาทกำลังพลตอนหนึ่งว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง กองทัพบกในฐานะเป็นกลไกหลักของประเทศและรัฐบาล ต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องของกำลังพล ด้านความรู้ ความสามารถ ความเข้มแข็ง และยุทโธปกรณ์ต่างๆ นอกจากนี้ประเทศกำลังก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ทหารถือเป็นเสาหลักใน 3 เสา ในเรื่องความมั่นคงที่จะต้องปรับตัว
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ ได้ขอบคุณที่ พล.ม.2 รอ.ได้ช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้ยังมีการจัดกำลังไปช่วยดูแลชายแดนในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 คือปัญหายาเสพติดและแรงงานต่างด้าว การป้องกันอธิปไตยตามแนวชายแดน



