
'เฉลิม'เล็งเพิ่มยศ'พล.ต.อ.'ให้'แม้ว'
'เฉลิม' แจงเหตุไม่ถอดยศ 'ทักษิณ' เล็งเพิ่มยศ 'พล.ต.อ.' ให้ด้วยซ้ำ พร้อมเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวน คดี 'หมอสุพัฒน์' หากตรวจสอบพบความไม่เป็นธรรม
11 ต.ค.55 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อกรณีพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เตรียมให้กระทรวงกลาโหมถอดยศทางทหารของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ภายในเดือน ต.ค. หลังพบว่านายอภิสิทธิ์ใช้เอกสารราชการปลอมสมัครรับราชการเป็นอาจารย์ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ระบุแค่ว่า ขอฟังข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน ส่วนที่มีบางฝ่ายระบุว่าเป็นการเลือกปฏิบัติเพราะไม่ได้ดำเนินการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ด้วย ตนคิดว่าไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากกรณีของพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เข้าหลักเกณฑ์
“แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอให้ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ผมก็ไม่ถอด มีแต่จะเพิ่มยศให้เป็น พล.ต.อ. ถ้าใครไม่พอใจก็ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจได้” รองนายกฯ กล่าว
'เฉลิม'พร้อมเปลี่ยนตัวพงส. คดี 'หมอสุพัฒน์'
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวถึงกรณีนายเอก เลาหะวัฒนะ บุตรชาย พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาะวัฒนะ อดีตแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ผู้ต้องสงสัยคดีการหายตัวไปของนายสามารถ นุ่มจุ้ย และน.ส.อรษา เกิดทรัพย์ สองสามีภรรยาชาวเพชรบุรี ยื่นหนังสือถึงพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ขอเปลี่ยนตัวทีมพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากตำรวจในการทำคดี ว่า เป็นสิทธิของฝ่ายผู้ต้องสงสัยที่ทำได้ ตนพร้อมจะพิจารณาและตรวจสอบให้ หากเห็นว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะดูแลให้ แต่เท่าที่เห็นตำรวจก็ทำงานตรงไปตรงมา ไม่ได้กลั่นแกล้ง ถ้าไม่มีความผิด ตำรวจก็ไปทำอะไรไม่ได้ เป็นธรรมดาที่ผู้ต้องหาจะต้องมีเงื่อนไข ซึ่งตำรวจไม่มีเหตุผลที่จะไปกลั่นแกล้ง
'เฉลิม'แจงไม่ร่วมลงมติ กคพ. เรื่องสัญญาบีทีเอส
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติรับคดีที่กทม.ให้เอกชนต่อสัญญาการเดินรถไฟฟ้าบีทีเอสออกไป 13 ปี เป็นคดีพิเศษ ว่า เป็นแค่มติรับเรื่องไว้สอบเบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่ได้ระบุใครผิด หรือใครเป็นผู้ต้องหา อย่างไรก็ตามหากการตรวจสอบพบนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ตรวจสอบต่อไป แต่หากตรวจสอบไม่พบว่า มีความผิดเรื่องก็จบ ทั้งนี้ตนไม่ได้ร่วมลงมติด้วย เพราะเกรงว่าจะถูกโยงเป็นประเด็นการเมือง ยืนยันว่าไม่ได้ใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)เลือกปฏิบัติเล่นงานเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ และไม่ได้เป็นการไล่ล่าฝ่ายตรงข้าม
'เฉลิม'ขู่'แม่อรรถวิชช์'อาจถูกแจ๊กพ็อตก่อนคดีหมดอายุ
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาคนที่ 1 เป็นประธาน ได้พิจารณากระทู้ถามสด เรื่อง การดำเนินการกับปัญหาอาชญากรทางเศรษฐกิจการเงิน โดยนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ถามร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ
นายวรชัย กล่าวว่า จากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ประชาชนทั้งประเทศได้รับผลกระทบ สถาบันการเงินขาดสภาพคล่อง รัฐบาลต้องเอาเงินภาษีประชาชนไปช่วยอุ้มแบงก์ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการต่างๆมาช่วยเหลือแบงก์ โดยธนาคารมหานครได้ปล่อยเงินกู้ให้ บริษัท แสงสงวน พานิช ประกอบธุรกิจทำสีรถยนต์ วงเงิน 4,100 ล้านบาท แต่มีหลักทรัพย์เพียง 60 ล้านบาท โดยผู้บริหารธนาคารมหานครในวันนั้นคือ นางภคินี สุวรรณภักดี รองกรรมการผู้จัดการธนาคารมหานครฯ ปล่อยกู้โดยไม่ชอบ ทำให้ธนาคารฯเจ๊ง แต่ผู้บริหารล้มบนฟูก ซึ่งธปท.ได้ร้องต่อทางตำรวจ ได้สอบสวนและส่งเรื่องให้อัยการ ที่สุดศาลอาญากรุงเทพใต้ออกหมายจับผู้ต้องหา 4 คน โดยผู้ต้องหา 3 คนออกมามอบตัวแล้ว เหลือนางภคินีคนเดียว
ทั้งนี้คดีจะหมดอายุความวันที่ 30 ต.ค.55แล้ว วันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตามสืบหาตัวผู้ต้องหาหรือไม่ว่าอยู่ที่ไหน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเป็นการโกงเงินประชาชน เป็นเรื่องซ้ำเติมประเทศ หากปล่อยให้ขาดอายุความในวันที่ 30 ต.ค.นี้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถดำเนินการจับกุมนางภคินีได้ จะติดตามเอาทรัพย์สินจากทายาทคืนมาได้หรือไม่ คดีนี้มีอายุยาวนานหลายปีแต่ผู้ต้องหาคนเดียวตามจับไม่ได้ มีข้อมูลการหลบหนีไปต่างประเทศหรือไม่เพราะทราบว่ามีการเดินทางเข้าออกประเทศเพื่อนบ้านอยู่ การไปต่างประเทศต้องมีพาสปอร์ต แต่ในเมื่อมีหมายจับอยู่ และทุกด้านต้องมีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอยู่ แต่ทำไมถึงไม่มีการตรวจพบผู้ต้องหาเลย พาสปอร์ตที่ใช้เป็นอย่างไร หรือมีการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าหรือไม่
ด้านร.ต.อ.เฉลิม ชี้แจงพร้อมกับนำแผ่นชาร์ตมาแสดงว่า คนทั่วไปอาจแปลกใจว่าทำไมฝ่ายรัฐบาลมาถามกันเอง เพราะกระทู้นี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีทางถามแน่ เพราะผู้ต้องหาเป็นแม่ของนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ท่านอาจไม่เกี่ยวข้องแต่ทางการเมืองคงหลีกหนีไม่พ้น อย่างไรก็ตามเงินที่อนุมัติให้ร้านโป๊วสีรถไป แต่ความจริงแล้วนำไปเล่นหุ้น และนี่คือเงินของประชาชนหากบริสุทธิ์ใจจริงต้องมามอบตัวสู้คดี ก่อนรัฐบาลตนมีมือดีไปถอนหมายจับจากกองทะเบียนประวัติ แต่พอเปลี่ยนรัฐบาลตนก็ถามไปว่ามีการเปลี่ยนแปลงประวัติทะเบียนอาชญากรหรือไม่ ทางตำรวจก็ยืนยันว่าจะเร่งจับกุมตัวมาให้ได้ แต่ถ้าพ้นอายุความก็จบ แต่เวลาที่เหลือโอกาสแจ็กพ็อตอาจจะมี ต้องเคารพกติกา ส่วนการติดตามเอาทรัพย์คืนจากลูกหรือญาติเป็นเรื่องทางแพ่ง ก็ว่ากันไปอีกส่วนหนึ่ง ส่วนทรัพย์สินของนางภคนีที่ตรวจสอบได้ในขณะนี้และมีหมุนเวียนอยู่ในบัญชีธนาคารต่างๆ มีประมาณ 300,000 บาท ส่วนการติดตามตัวนั้น เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.55 มีการตรวจสอบพบการใช้โทรศัพท์ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่มีการโทรหาลูกชายและญาติ แต่ไม่ทราบว่าอยู่พิกัดไหน
พร้อมกันนี้ร.ต.อ.เฉลิม ยังได้นำภาพถ่ายวันแต่งงานของนายอถรรวิชช์ เมื่อปี 2552 ซึ่งมีภาพนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นได้ถ่ายภาพร่วมกับหญิงคนหนึ่งซึ่งคาดว่าจะเป็นแม่ของนายอรรถวิชช์กลางที่ประชุมด้วย
ขณะที่นายอรรถวิชช์ ได้ใช้สิทธิ์พาดพิงว่า กรณีนี้เป็นการฟ้องร้องตามพ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์ ว่าด้วยหมวดยักยอก กรณีของแม่ตนโดนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 353 ไม่เกี่ยวกับเรื่องยักยอก แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สิน และอนุมัติวงเงินกระทำในนามคณะกรรมการธนาคาร ไม่ใช่การกระทำของแม่ตนเอง ส่วนกรณีเรื่องคดีแพ่งพวกตนชนะแล้ว และธปท.ก็ให้ปากคำว่าไม่ได้เอาเงินประชาชนไปปล่อยกู้ยืม เพียงแต่แม่ของตนโชคร้ายที่ถูกดำเนินคดี แต่ตัวประธานกรรมการบริหารมีอักษรย่อ ส. ได้มีวาสนาเป็นรัฐมนตรีคลังในปี 2547 ด้วย เรื่องการขาดอายุความขอให้ไปเช็คให้ดี เพราะเรื่องเกิดเมื่อปี 2538 อาจขาดอายุความไปแล้ว เวลาคนโดนหมายจับต้องร้องให้เพิกถอน ตนไม่ได้กระดิกกระเดี้ยวอะไรเลย ส่วนเรื่องรูปเป็นงานแต่งของตนเอง แม่ของตนผ่าตัดสมองอยู่ รูปในภาพเป็นแม่ยาย ขอบอกว่าเป็นส.ส.มา 2 สมัย ก็พร้อมจะโดนทุกรูปแบบ
โดยร.ต.อ.เฉลิม กล่าวย้ำว่า ที่บอกว่าแม่โชคร้ายนั้น หากไม่ได้กระทำผิดจริงก็มามอบตัวสิ ซึ่งนายอรรถวิชช์ไม่ได้ชี้แจงเรื่องที่จะให้แม่มอบตัว เพียงแต่ท้าสาบานว่า “ใครโกงเงินแผ่นดิน ขอให้ครอบครัวฉิบหาย”



