ข่าว

“ข้อคิดร่วมสมัย”...

“ข้อคิดร่วมสมัย”...

11 ต.ค. 2555

“ข้อคิดร่วมสมัย”...กระจกเงา โดยอัศศิริ ธรรมโชติ [email protected]

              ขณะที่เขียนนี้ผู้คนในประเทศทั้งรัฐบาลและประชาชนกำลังหวาดผวากับพายุแกมีที่เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ขนาดมีการเตือนว่า ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าออกจากบ้าน ภัยของแกมีจะเป็นอย่างไรมากน้อยแค่ไหนขณะนี้ยังไม่ทราบ
 
              เมื่อก่อนมีคำว่า “เจ๊กตื่นไฟ” คำว่า “ไทยตื่นน้ำ” ก็เพิ่งจะได้เห็นกันคราวนี้
 
              โรคกลัวน้ำ (ท่วม) ทำให้นึกถึง อาจารย์อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) และที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า กรณีน้ำท่วมประเทศไทยที่สร้างความสูญเสียมหาศาล และถูกอ้างเสมอว่าเกิดขึ้นเพราะฝนตกชุกนั้น
 
              แท้จริงแล้วมีต้นตอสำคัญที่มาจากการใช้ที่ดินอย่างผิดประเภท และมีการแสวงหาประโยชน์
 
              การใช้ที่ดินในประเทศทุกวันนี้เป็นไปอย่างไร้ทิศทาง เช่น พื้นที่ชายเขากลายเป็นสวนยางพาราหรือไร่ส้ม มีผลทำให้ชุมชนด้านล่างลงมาต้องเผชิญกับปัญหาดินโคลนถล่ม หรือกลุ่มคนใช้พื้นที่ต้นน้ำอย่างเช่นในภาคเหนือ เพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้มีส่วนในการทำลายความสามารถของธรรมชาติในการทำหน้าที่เป็นฟองน้ำหรือเป็นอ่างเก็บน้ำธรรมชาติเพื่อดูดซับน้ำฝนและอุ้มน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง
 
              จนนำมาสู่ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
 
              ในขณะเดียวกันที่ดินที่จัดไว้เพื่อเกษตรกรรมอย่างย่านรังสิต ก็ได้ถูกแปรสภาพไปเป็นหมู่บ้านจัดสรร เช่นเดียวกับพื้นที่ในอยุธยาที่ควรอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นแหล่งประวัติศาสตร์กลับถูกล้อมด้วยนิคมอุตสาหกรรม และมีการสร้างบ้านเรือนบุกรุกเข้าไปในทางไหลของน้ำ
 
              มีการสร้างบ้านจัดสรร ถนน หรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ขวางทางน้ำไปหมด
 
              โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิคมอุตสาหกรรมได้ขยายตัวเข้าไปในพื้นที่กันชนหรือพื้นที่สีเขียว จนกระทั่งโรงงานสร้างติดอยู่กับรั้วโรงเรียน อย่างนี้เป็นต้น อาจารย์อดิศร์บอกว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก็เพราะมีบางคนในประเทศนี้ที่ไม่เชื่อในเรื่องของการกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน ไม่เชื่อเรื่องการกำหนดโซนนิ่ง หรือการบังคับใช้ผังเมืองของประเทศนั่นเอง
 
              คนกลุ่มนี้เชื่อว่า เจ้าของที่ดินมีสิทธิส่วนบุคคลที่จะใช้ประโยชน์ที่ดินของตัวเองอย่างไรก็ได้ ความคิดเช่นนี้นอกจากจะทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างไร้ทิศทางแล้ว ที่สำคัญยังได้ทำาให้สภาพภูมิศาสตร์ของประเทศต้องเปราะบางจนไม่สามารถที่จะรับภัยธรรมชาติได้ต่อไป
 
              อาจารย์อดิศร์จึงเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศต้องจัดแบ่งพื้นที่ให้เป็นที่คนอยู่ เป็นที่อยู่ป่า เป็นที่ทางเดินน้ำและเป็นที่ทำกินให้แน่ชัดลงไป เพราะการมีผังเมืองไทยนับว่าเป็นโจทย์สำคัญสำหรับสังคมไทยวันนี้
 
              อีกทั้งยังเป็นบททดสอบสำหรับนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ ตลอดจนถึงนักวิชาการทั้งหลายด้วยว่า จะสามารถตั้งใจทำงานร่วมกันเพื่ออนาคตให้แก่ประเทศได้หรือไม่
 
              อาจารย์อดิศร์เห็นว่าภาครัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนให้มีการกำหนดและบังคับให้ใช้ผังเมืองในประเทศอย่างจริงจังเป็นอย่างยิ่ง
 
              ทั้งนี้ การมีผังเมืองไทยจะต้องแบ่งไว้เป็นสัดส่วน มีการกำหนดพื้นที่เกษตร กำหนดพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมว่าควรอยู่จังหวัดไหน พื้นที่ป่าต้นน้ำหรืออ่างเก็บน้ำธรรมชาติควรมีเท่าไหร่ ทางน้ำไหลมีเพียงพอแล้วหรือไม่ และจะทำให้น้ำส่วนเกินไหลไปทางใด ส่วนคนจะสร้างบ้านเรือนย่านใดบ้าง และย่านธุรกิจอยู่ตรงไหน นับเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่การใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเป็นไปตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่
 
              แน่นอนการที่ประเทศไทยจะมีผังเมืองดังกล่าว อาจารย์อดิศร์กล่าวว่า จะต้องเผชิญกับอุปสรรคปัญหานานัปการ ด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง และที่สำคัญก็คือระบบอุปถัมภ์ที่ทำให้ไม่มีใครกล้าพูดความจริง และไม่กล้าพอที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง
 
              อาจารย์อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ขณะนี้เป็นผู้นำกลุ่มนักวิชาการที่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้รัฐบาลยุติโครงการรับจำนำข้าว เนื่องจากเห็นว่าจะทำให้ประเทศเสียหายแล้ว ยังเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญอีกด้วย
 
              ข้อคิดของอาจารย์อดิศร์ทั้งหมดนี้ผมได้นำมาจากไทยรัฐออนไลน์ก็เพื่ออยากจะให้กำลังใจในฐานะที่อาจารย์เป็นนักวิชาการที่กล้าพูดและตรงไปตรงมาในท่ามกลางสังคมที่กำลังเป็น “โรคน้ำท่วมปาก” อยู่ในขณะนี้ครับ