
บทเรียนเล็กๆของเรื่องสื่อในอังกฤษกับเรื่องสื่อในบ้านเรา
บทเรียนเล็กๆของเรื่องสื่อในอังกฤษกับเรื่องสื่อในบ้านเรา: ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
เห็นว่า "แกมี" ผ่านไปแล้วโดยเปียกๆ แฉะๆ ไม่มาก เลยอยากจะเล่าเรื่องสื่อในอังกฤษเป็นชิ้นสุดท้ายครับ
ดังนั้นในชิ้นนี้คงจะมีเรื่องเก็บตกอยู่หลายเรื่องที่ค้างๆ มา โดยเฉพาะเรื่องที่ได้เคยเล่าไปแล้วถึงอิทธิพลของสื่อที่มีต่อการเมือง โดยเฉพาะเมื่อนักการเมืองนั้นจะต้องเข้าใจลักษณะและธรรมชาติของสื่อ และใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ต่อจุดมุ่งหมายทางการเมืองของตน
โดยในอังกฤษนั้น เขาจะมีตำแหน่ง/บทบาทหนึ่งที่สำคัญที่เรียกว่า spin doctors ซึ่งหมายถึงตำแหน่งในรัฐบาลหรือในพรรคที่ทำหน้าที่คอยสื่อสารระหว่างนักการเมืองกับสื่อ เพื่ออธิบายว่าเจ้านายของเขานั้นต้องการพูดอะไร รวมกระทั่งคอยบี้ให้สื่อทำตามที่ตนต้องการ รวมทั้งประสานกับบรรณาธิการข่าวของสื่อต่างๆ (หรือแปลง่ายๆ คือ หมอที่สามารถที่จะหมุน หรือ พลิก ประเด็นต่างๆ)
ข้อวิจารณ์เรื่องนี้สำคัญยิ่ง เพราะตำแหน่งนี้เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยทศวรรษที่ 1980 แต่การบริหารงานของพรรคแรงงานนับตั้งแต่ปลาย 1990 ถึง 2000 นั้นมีการทำเรื่องนี้มากเสียจนพูดกันได้ว่า บางครั้งการสื่อสารทางการเมือง หรือสื่อสารกับสื่อจากนักการเมืองนั้นไม่ใช่เรื่องที่ว่ามีนโยบายแล้วก็จะออกมาสื่อสาร
แต่ทว่านักการเมืองให้ความสำคัญกับการสื่อสารมากกว่าตัวนโยบายด้วยซ้ำ (หรือพูดอีกอย่างก็คือ ภาพลักษณ์นั้นบางทีสำคัญกว่าสาระ)
แต่บางทีเรื่องนี้เขาก็เถียงกัน เพราะว่าทุกรัฐบาลเขาก็มีเรื่องแบบนี้หมดแหละครับ เพียงแต่ว่าใครนั้น "เนียน" กว่ากันเสียมากกว่า เมื่อติดตามเรื่องนี้ก็พบว่า บ้านเราบางครั้งเรื่องนี้ก็ไม่ค่อยจะก้าวหน้าสักเท่าไหร่ มีแต่วอลเปเปอร์ตามนายกฯ เต็มไปหมด แต่บางทีไม่ได้มาช่วยขยายความอะไร หรือเต็มไปด้วยโฆษกเต็มไปหมด โฆษกพรรค โฆษกรัฐบาล และโฆษกส่วนตัว ซึ่งบางทีก็งงว่าทำหน้าที่อะไรกันบ้าง คือผมว่าบางทีถ้าพูดว่าเป็นที่ปรึกษาน่าจะดีกว่า เพื่อที่จะคอยแนะนำว่าที่พูดไปนั้นหมายความว่าอย่างไร เพราะถ้าบอกว่าเป็นโฆษกบางทีก็งงว่าทำไมพูดเองไม่ได้ คือถ้าพูดในระดับองค์กรนั้นก็ควรมีโฆษก แต่ถ้าส่วนตัวไม่น่าจะต้องมีโฆษกครับผม นอกจากมองว่าทุกเรื่องนั้นเป็นการตอบโต้กันทางการเมืองเสียมากกว่า
ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจก็คือคำถามที่ในสื่อของอังกฤษเขาก็ถามกันก็คือ เอาเข้าจริงนั้นสื่อและค่านิยมที่สื่อสร้างขึ้นนั้นส่งเสริมให้เกิดสังคมประชาธิปไตยและสังคมที่มีความหลากหลายหรือไม่ ซึ่งถ้าจะเข้าใจเรื่องนี้ดีๆ แล้วก็คือว่าแน่นอนว่าสื่อนั้นคงทำหน้าที่ในการส่งเสริมเสรีภาพในระดับหนึ่ง แต่เขาคงอยากให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ เสียมากกว่า ซึ่งในแง่นี้ก็เป็นการยอมรับความจริงว่า เมื่อสื่อเป็นธุรกิจเสียเองก็คงจะต้องมีผลประทบบ้างนั่นแหละครับ อย่างกรณีของการขายข่าวนั้น ก็ว่ากันว่าข่าวที่ "ขายได้" นั้นจะต้องครบ "องค์สี่" แต่หัวใจหลักสี่ประการของการที่สื่อเขาจะลงข่าว หรือข่าวที่ขายได้ก็คือ
หนึ่งเรื่องของลักษณะสีสันของบุคคลมากกว่าข้อมูลสถิติและสาระ แต่จะต้องเป็นเรื่องว่าใครทะเลาะกับใครและสีสันของบุคลิกภาพนั้นเอง
สองคือเรื่องของการเปิดเผยความลับ (แต่บางทีเขาก็เถียงกันว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวไหม อย่างกรณีราชวงศ์ของเขา)
สามคือเรื่องของหายนะและภัยพิบัติ-ความเสียหาย ดังนั้น ถ้าเรื่องนั้นถูกสร้างภาพว่าก่อให้เกิดความเสียหายก็จะขายดี
และสุดท้ายก็คือเรื่องของการที่จะมีภาพข่าวประกอบ (อย่างบ้านเราตอนนี้บางทีขายภาพมากกว่าขายข่าวก็มีแล้ว)
แต่ในอีกด้านหนึ่งความเชื่อที่ว่าสื่อนั้นควรจะเป็นสาธารณะไปเสียหมดก็จะกระทบหลักการแข่งขันเช่นกัน เพราะอะไรที่ถูกผูกขาดไปทั้งหมดก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป เพราะเรื่องใหญ่คือการโปร่งใสตรวจสอบได้ เสียมากกว่า เช่นโครงสร้างของผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของนั้นไม่ได้แทรกแซงการทำงานของกองบรรณาธิการ และกิจกรรมแสวงหากำไรนั้นก็ไม่ใช่กิจกรรมไปทุกๆ ส่วนของสื่อ เช่นอาจเป็นไปได้ที่ส่วนของข่าวนั้นแยกออกจากส่วนของบันเทิง แต่ก็สามารถอยู่ในช่องเดียวกันได้ หรือในบางส่วนก็ขึ้นกับวัฒนธรรมและบริบทของสังคมด้วย เช่นในสหรัฐอเมริกานั้นก็มีสื่อที่มีอคติอย่างชัดเจน หรือแม้กระทั่งมีการซื้อโฆษณามาโจมตีกันได้ แต่สังคมก็มีความเข้าใจในระดับหนึ่ง
หรือสามารถกลั่นกรองได้ว่าตนนั้นอาจจะเลือกเชื่อสื่อบางสื่อ แต่ก็ยอมรับว่ามีคนที่คิดต่างกับเราได้เช่นกัน (หมายความว่าเห็นพ้องว่าจะต้องทะเลาะกันต่อไป)



