
ระวังหนี้ครัวเรือนลามถึงศก.
คอลัมน์ สวัสดีเศรษฐกิจ : ระวังหนี้ครัวเรือนลามถึงศก. : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
ในวันที่กำลังรอพายุ "แกมี" อย่างใจจดใจจ่อพร้อมๆ ไปกับการมองไปที่ท้องฟ้าว่าจะมีเมฆฝนประมาณไหน ใจก็ให้คิดไปถึงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่ผ่านมา ในช่วงเวลานั้น ผมมีโอกาสประมวลข้อมูลเรื่องเกี่ยวกับหนี้ที่เกิดกับคนไทยมาเพื่อให้ได้รับไปเป็นข้อมูล ส่วนจะมีความเห็นโน้มเอียงไปในทิศทางใดก็แล้วแต่จะคิดครับ
มีข้อมูลจากทางการระบุว่ามีความเป็นห่วงหนี้ภาคครัวเรือน โดยเฉพาะหนี้ภาคครัวเรือนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จากการสำรวจพบว่า มีภาระการชำระหนี้เฉลี่ยต่อรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 0.35 เท่า ภาษาชาวบ้านคือมีรายได้ 100 บาท เป็นภาระที่ต้องเอาไปจ่ายหนี้ 35 บาท เปรียบเทียบกับครัวเรือนที่ประกอบอาชีพรับจ้างจะอยู่ที่ระดับ 0.21 เท่าคือมีรายได้ 100 บาท เป็นภาระที่ต้องเอาไปจ่ายหนี้ 21 บาท
อาชีพเกษตรกรนั้นรายได้ขึ้นกับราคาพืชผล จึงมีความเสี่ยงด้านรายได้ค่อนข้างมากหากภาวะเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง หากภาวะการเป็นหนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นก็จะแย่เอาได้
เราท่านหรือสถาบันไหนๆ ก็ยังไม่มีข้อมูลเรื่องหนี้นอกระบบว่ามีขนาดเท่าใด มีการคิดดอกเบี้ยโหดขนาดไหน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นขนาดไหน อันนี้เป็นภัยที่ร้ายแรงมากๆ ที่ผู้เขียนมีหลักฐานในสิ่งที่เขาเสนอคือ ดอกเบี้ย 2% ต่อสัปดาห์ปีหนึ่งก็ประมาณ 104% (เพราะ 1 ปีเท่ากับ 52 สัปดาห์)
ข้อมูลจากการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารสถาบันการเงินต่างยืนยันว่าการเติบโตของสินเชื่อรายย่อยคือ สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบ้าน สินเชื่อบัตรเครดิตนั้น เติบโตตามเศรษฐกิจ ยังไม่มีสัญาณด้านลบ ดูได้จากเอ็นพีแอลยังต่ำ อัตราการผ่อนชำระต่อเดือนไม่ได้แย่ลง เป็นต้น
ข้อมูลจากบริษัทวิจัยทางการตลาดที่ส่องพฤติกรรมผู้บริโภคไทย-มายแชร์ จากตัวอย่าง 2,400 ตัวอย่างและมีการสำรวจต่อเนื่องมา 10 ปี พบว่ากลุ่มที่ต้องการมีสถานะทางสังคมและภาพลักษณ์ที่ดีสัดส่วน 22% มีการเติบโตสูงสุดและกลายเป็นกลุ่มที่มีมุมมองและทัศนคติ “ยอมเป็นหนี้สิน” เพื่อใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ยอมใช้จ่ายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และเพื่อสร้างสถานะทางสังคม
ข้อมูลจากที่ผมมีนั้นคือ ในประเทศไทยมีการออกบัตรเครดิตประมาณ 15 ล้านใบ หรือ 15 ล้านบัญชี แต่ในจำนวนนี้มีบัญชีบัตรเครดิตที่มีหนี้คงค้าง 1 แสนบาท ลงมาจำนวนประมาณ 6.3 ล้านบัญชีที่ปกติไม่มีการค้างชำระและไม่มีปัญหาใดๆ ขณะที่มีจำนวนบัญชี 0.31 ล้านบัญชีที่เป็นหนี้ค้างชำระเกิน 90 วันและในจำนวนนี้มีบางส่วนอยู่ระหว่างการดำเนินการทางกฎหมาย คิดเป็นเงินประมาณ 15,000 ล้านบาท
จากที่เห็นมาเท่าที่เรามีข้อมูลมาจนถึงปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่า ยังไม่ได้สร้างปัญหาแต่ต้องระมัดระวังในการที่สิ่งนี้จะขยายตัวมากเกินไป เช่น การเป็นหนี้ในบางจุดบางที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความจำเป็น ประเด็นนี้เป็นอะไรที่ต้องเตือนต้องสร้างการตระหนักรู้ให้เกิดขึ้นให้ได้ อีกทั้งมีเรื่องการตลาดที่จะมาจูงใจให้ซื้อแบบจ่ายเป็นงวดๆ ที่แย่ที่สุดก็คือไม่ทำบัญชีรับ-จ่ายในการค้าขาย แต่ไปใช้เงินกู้บัตร เงินกู้ส่วนบุคคลที่ดอกเบี้ย 20-28% ซึ่งต้องเอามาเปรียบเทียบกับที่ทำมาค้าขายจริงว่าได้กำไรเท่าไหร่ คุ้มกันหรือเปล่า เป็นต้น
--------------------
(คอลัมน์ สวัสดีเศรษฐกิจ : ระวังหนี้ครัวเรือนลามถึงศก. : โดย...สุรพล โอภาสเสถียร)



