ข่าว

ลูก'หมอสุพัฒน์'ยื่นหนังสือเปลี่ยนพงส.

ลูก'หมอสุพัฒน์'ยื่นหนังสือเปลี่ยนพงส.

10 ต.ค. 2555

ลูกชาย 'หมอสุพัฒน์' ยื่นหนังสือ 'ผบ.ตร.' ขอเปลี่ยนตัวพงส. เหตุไม่ได้รับความเป็นธรรม ด้าน 'นิติเวช' ยันผลตรวจ DNA โครงกระดูก เป็นคนงานพม่า

                             10 ต.ค.55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอก เลาหะวัฒนะ ลูกชาย พ.ต.อ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ ผู้ต้องหาในคดีอุ้มสองสามี-ภรรยา ได้เดินทางยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเพื่อให้เปลี่ยนชุดพนักงานสอบสวนสืบสวน ในคดีของพ.ต.อ.สุพัฒน์ โดย มีพ.ต.ท.เชาวลิตพงศ์ เฟื่องประยูร สว.ฝอ.สลก.ตร.เป็นผู้รับหนังสือ

                             นายเอก กล่าวว่า ที่มายื่นหนังสือในวันนี้เนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดี ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนพยายามแสวงหาข้อหาโดยที่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่ามีการกระทำความผิดเลย และที่ผ่านมาไม่ได้ออกมาให้ข่าวหรือให้ข้อมูลใดๆ เหมือนโดยอยู่ฝั่งเดียว ไม่ได้รับความยุติธรรมในการดำเนินคดีของพนักงานสอบสวน

                             นายเอก กล่าวอีกว่า ที่มายื่นหนังสือวันนี้ก็เพื่อให้มีการสอบปากคำพยานเพิ่มที่เกี่ยวข้องทุกปาก ทั้งตนเอง ผู้ถูกกล่าวหา และพยานอื่นๆ ให้ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของเจ้าพนักงานตำรวจชุดสืบสวนสิบสวนตำรวจภูธรภาค 7 ชุดสืบสวนสอบสวนสภ.ท่าไม้รวก พ.ต.อ.พิชัย ปกป้อง ผกก.สภ.ท่าไม้รวก และขอเปลี่ยนพนักงานสอบสวนใหม่ อยากให้พนักงานสอบสวนในส่วนกลางมาทำคดีแทน อาจจะเป็นกองปราบปรามหรือหน่วยไหนก็ได้แล้วแต่ทางผบ.ตร.จะพิจารณา

                             "สำหรับคลิปของย่ากับพ่อที่เผยแพร่ออกมาซึ่งแสดงความสัมพันธ์อันดีระหว่างพ่อกับย่านั้นก็เพื่อให้สังคมเห็นในแง่มุมอีกแง่หนึ่งว่าจริงๆแล้วพ่อกับย่ามีความสีมพันธ์ที่ดีต่อกัน อยากให้นักข่าวนำเสนอข่าวตามข้อเท็จจริงไม่เบี่ยงเบนประเด็น ตอนนี้พ่อก็สุขภาพดี โรคเบาหวานก็ทานยาตามปกติ มีกังวลเรื่องข่าวที่ิิออกมาบ้างในส่วนข้อมูลอื่นๆ ผมก็ไม่ทราบ เรื่องประกันตัวพ่อก็ดำเนินการอยู่แต่ศาลยังไม่อนุญาตให้ประกันตัว" นายเอก กล่าว

                             สำหรับใจความในหนังสือร้องเรียน ข้าพเจ้าพ.ต.อ.นายแพทย์ สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ ผู้ต้องขัง ในข้อหาร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นฯ ร่วมกันลักของโจร โดยพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรท่าไม้รวก ได้ขอฝากขังผู้ต้องหาเป็นหมายเลขคดีดำที่ ฝ.2079/2555 ของศาลจังหวัดเพชรบุรี ต่อเรือนจำกลางจังหวัดเพชรบุรี

                             ข้าพเจ้าขอเรียนว่าการที่ข้าพเจ้าถูกตั้งข้อหาดังกล่าวนั้น ข้อหาดังกล่าวไม่ได้มีมูลแห่งการกระทำความผิดที่น่าเชื่อหรืออาจเชื่อว่าเกิดจากการกระทำความผิดของข้าพเจ้า การตั้งข้อหาดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อให้เจ้าพนักงานมีอำนาจในการใช้อำนาจรัฐเพื่อกระทำการบางอย่างทั้งที่ข้อหาดังกล่าวเป็นเพียงข้อหาที่มีโทษสถานเบา และยังไม่มีหลักฐานชี้ชัด ในการเชื่อมโยงไปถึงข้อหาฆ่านายสามารถ นุ่มจุ้ย และนางอรษา เกิดทรัพย์ ตามที่นายสว่าง นุ่มจุ้ย กล่าวหาแต่อย่างใด นอกจากคำซัดทอดจากพยานเพียง 1 ปาก แต่กลับมีการกระทำที่รีบร้อยในการออกหมายจับแก่ข้าพเจ้า ไม่เปิดโอกาสให้ข้าพเจ้าชี้แจงข้อเท็จจริง ทั้งลักษณะการจับกุมก็เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ข้อหาที่กล่าวโทษข้าพเจ้านั้นไม่ใช่คดีอุจฉกรรจ์ ข้าพเจ้ามิใช่ผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ แต่ทางเจ้าพนักงานตำรวจกลับใช้กำลังตำรวจกว่าร้อยนายในการประสงค์จะเข้าจับกุมข้าพเจ้า ที่อยู่เพียงลำพังในที่สาธารณะ และการออกหมายจับก็เป็นการออกหมายจับที่เกินกว่าเหตุ

                             ส่วนการสอบสวนพนักงานสอบก็ไม่มีความเป็นกลางเนื่ิองจากการสอบสวนยังไม่เสร็จก็ออกมาให้สัมภาษณ์แก่นักข่าวอันเป็นลักษณะการชี้นำฟังความข้างเดียวและชักจูงใจ ข้าพเจ้าขอกราบเรียนด้วยความสัตย์จริงว่า ข้าพเจ้ายังไม่เคยได้รับหมายเรียกจากเจ้าพนักงานตำรวจแต่อย่างใด ข้าพเจ้าได้รับการปฏิบัติดังข้าพเจ้าเป็นผู้ก่อการร้าย ข้าพเจ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านการแสวงหาข้อเท็จจริง และพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหาเพื่ิอจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 131ข้าพเจ้ามีที่อยู่เป็นหลักแหล่งเปิดคลีนิกเป็นของตนเอง ทั้งข้าพเจ้ายังคงทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ แต่ทุกสถานที่กลับไม่ปรากฏว่ามีหนังสืิอหรือหมายเรียกใดๆ ส่งมาให้แก่ข้าพเจ้า แต่ภายหลังที่ทราบข่าวว่าข้าพเจ้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องและตกเป็นผู้ต้องสงสัย ข้าพเจ้าได้ติดต่อไปยังผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ เพื่อขอเข้าให้ปากคำ โดยได้มีการนัดไว้ครั้งหนึ่งแต่เนื่ิงจากข้าพเจ้ามีภาระกิจที่ต้องสืบพยานที่ศาลเยาวชนฯให้เสร็จสิ้น ในวันที่ 25 กันยายน 2555 ข้าพเจ้าได้ติดต่อไปขอเลื่อนการให้ปากคำในวันที่ 27 กันยายนกลับมีการออกหมายจับข้าพเจ้าทันที อนเป็นข้อพิรุธสงสัยในการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานตำรวจอย่างยิ่ง ซึ่งข้าพเจ้าเองได้โต้แย้งไว้ในบันทึกการจับกุมและรับมอบตัวของเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว

                             ดังนั้นข้าพเจ้าจึงอยากขอเรียกร้อวความเป็นธรรมต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยประสงค์ขอให้ทางผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบการทำงานของเจ้าพนักงานตำรวจที่เกี่ยวข้อง และข้าพเจ้าขอร้องเรียนให้มีการเปลี่ยนชุดพนักงานสอบสวน โดยข้าพเจ้าพร้อมที่จะแจ้งให้พยานเข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนชุดใหม่ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อความยุติธรรม

 

นิติเวชฯ ยันผลตรวจDNAโครงกระดูกเป็นคนงานพม่า

 

                             จากกรณีที่นาย สว่าง นุ่มจุ้ย ยังไม่มั่นใจกับผลการตรวจเปรียบเทียบ ดีเอ็นเอ โครงกระดูกทั้ง 3 โครง ที่พบในไร่ของ พ.ต.อ.นพ. สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ ว่าจะเป็นศพของลูกชายและลูกสะใภ้หรือไม่ จึงขอให้ส่งทางแพทย์ศาสตร์ ภาควิชานิติเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตรวจสอบอีกครั้ง เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ทำการตรวจสอบเพื่อชี้ผลตรวจจากคอมพิวเตอร์ว่าไม่ใช้ สองสามีภรรยาที่หายไปในจังหวัดเพชรบุรีหรือไม่

                             ต่อมาเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 10 ต.ค.55 ที่ภาคนิติเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ผศ.นพ.อุดมศักดิ์ หุ่นวิจิตร ประกอบด้วยทีมแพทย์นิติเวช นักนิติวิทยาศาสตร์ ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ และ ทีมทันตแพทย์จากภาควิชารังสีวิทยา การตรวจฟันตามหลักนิติทันตกรรม และการตรวจพันธุกรรมทางดีเอ็นเอ ปรากฏว่าผลการชันสูตรสามารถสรุปได้ว่าโครงกระดูกทั้งสามศพ ที่พบในไร่ของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เป็นโครงกระดูกของเพศชายทั้งหมด 3 โครง และสามารถตรวจพบรูกระสุนปืนลูกโดด เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8 ซม ทั้ง 2 โครง แต่ไม่สามารถสรุปช่วงเวลาที่เสียชีวิตได้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งชาวพม่าที่อ้างว่าเป็นบิดดาของโครงกระดูก 1 ใน 3 ที่พบในไร่ว่าเป็นบุตรของตนเอง

                             ทางด้านเจ้าหน้าที่นิติเวชศาสตร์ทำการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อกระพุ้งแก้มของเด็กชายโซโหร่ยโหร่ย ชาวพม่า ซึ่งผลการตรวจสารพันธุกรรมสามารถยืนยันว่าเป็นนายต้าหรือตั้ง ชาวพม่า โครงกระดูกที่ 1 จริง ส่วนโครงกระดูกที่ 2 สภาพของโครงกระดูกมีการพลุกร่อนมากที่สุดและมีร่องลอยถูกยิงที่ท้ายทอยจำนวน 2 นัด ถูกยิงจากท้ายทอยไม่ทะลุกะโหลกออกมาซึ่งต้องรอผลการตรวจดีเอ็นเอต่อไป เเต่สามารถระบุอายุประมาณ 18-21 ปี ส่วนสูง 158-168 ส่วนโครงกระที่ 3 อายุของโครงกระดูก ประมาณ 18-24 ปี ส่วนสูง 163-172 ซม ไม่พบสาเหตุของการณ์เสียชีวิตหรือถูกฆาตกรรม ซึ่งทางเจ้าหน้าที่นิติเวช เก็บคราบหลากฟันที่สมบูรณ์ไปตรวจสอบดีเอ็นเอต่อไป

                             ผศ.นพ.อุดมศักดิ์ กล่าวต่อว่าผลการตรวจในครั้งนี้มีความชัดเจนมากที่สุดเพราะทำการตรวจสอบอย่างระเอียดถี่ถ้วนในการตรวจสอบโครงกระดุกทั้งสามตั้งแต่ขั้นตอนแรก อย่างเต็มที่ และยังได้ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อถึงญาติผู้ทีคิดว่าเป็นลูกชายที่หายไปในพื้นที่ไร่ของ พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ให้เข้ามาตรวจสอบดีเอ็นเอ ส่วนเรื่องกระสุนปืนที่พบไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นร่องรอยของกระสุนปืนชนิดใดเพราะส่วนนั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าไม้รวก จ.เพชรบุรี ในการสืบสวนต่อไป ต่อจากนี้จะสรุปผลและทำสำนวนส่งให้เจ้าหน้าที่ใช้ในการประกอบหาข้อมูลในการนำสืบสวนเพื่อหาความจริงต่อไป

                             ผศ.นพ.อุดมศักดิ์ ยังได้ยำชัดผ่านสื่อมวลชนด้วยว่า ผลการตรวจในครั้งนี้ทำอย่างเต็มที่และเชื่อมั่นว่าโครงกระดูกที่พบสามารถตรวจสอบได้อย่างแม่นยำ และเสนอแต่ความจริง
 ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อหานาย สว่าง นุ่มจุ้ย ที่ไม่ได้มาฟังผลตรวจด้วยตนเอง ว่าผลโครงกระดูก ทั้ง 3 โครงที่พบในไร่ของพ.ต.อ.นพ. สุพัฒน์ ว่าไม่ใช่ร่างของลุกชาย ที่หายไป ซึ่งนายสว่าง นิ่งเงียบก่อนจะตอบกลับมาว่า ตนเองก็ยังต้องทำหน้าที่พ่อต่อไปเพื่อให้ลูกได้พ้นจากทุกข์ และจะเดินหน้าขุดหาร่างทั้งสองต่อไป ก่อนจะกล่าวขอบใจกับสื่อมวลชนที่ได้ความสนใจกับคดีนี้

 

---------------------------------

 

(หมายเหตุ : ที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=PLv0H0GV2lk&feature=plcp)