
มติ'ศาลรธน.'ไม่รับคำร้องจำนำข้าว
มติ'ศาลรธน.'ไม่รับคำร้องจำนำข้าวไว้พิจารณา ชี้ไม่อยู่ในอำนาจตรวจสอบ 'ยิ่งลักษณ์'ยันยังไม่ปรับครม. ระบุ งานเดินหน้าได้ เผยสั่ง'ก.พาณิชย์'เปิดรายละเอียดขายข้าวจีทูจี ด้าน'พท.'ยื่น'ศาลรธน.'ตีความมีอำนาจรับคำร้องคัดค้านโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่ ขณะที่'สว.สรร
10 ต.ค.55 นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าคณะโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า ที่ประชุมได้พิจารณาคำร้องของ นายอดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) และคณะรวม 146 รายชื่อ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพิจารณายับยั้งและยุติโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่าโครงการดังกล่าวขัด มาตรา 43 และ 84 (1) โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและเห็นว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องใดไว้พิจารณาวินิจฉัยนั้น จะต้องมีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฏหมายให้อำนาจไว้ แต่คำร้องนี้เป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยับยั้งหรือยุติโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบกับผู้ร้องยังมิใช่เป็นบุคคล ซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพอันสืบเนื่องมาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และมิใช่เป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ คำร้องนี้จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องไว้พิจารณา
ผู้สื่อข่าวถามว่า คำร้องนี้ถือว่าตกไปเลยหรือไม่ นายพิมล กล่าวว่า ถือว่าตกไปในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะกรณีดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชัดว่าไม่มีอำนาจพิจารณา เพราะมาตรา 84 (1) ตามที่ผู้ร้องร้องมานั้นเป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัย อีกทั้งผู้ร้องไม่มีอำนาจในการยื่นตรงต่อศาล ดังนั้นผู้ร้องต้องไปศึกษาว่านโยบายดังกล่าวอยู่ในอำนาจการพิจารณาขององค์กรใด และหากองค์กรนั้นพิจารณาแล้วเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็สามารถส่งเรื่องต่อมาให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยต่อไป
"ปู"สั่ง"ก.พาณิชย์"แจงจำนำข้าว
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ภายหลังตำแหน่งรมว.มหาดไทยว่างลงว่า ตอนนี้งานยังมากอยู่ขอทำงานก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะปรับในเร็วๆนี้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า มีเมื่อไหร่จะแจ้ง ตอนนี้ก็มอบงานของกระทรวงมหาดไทยไปเยอะแล้ว ก็ให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้รับภารกิจเพิ่มก่อน เมื่อถามว่า ตอนนี้งานในทุกกระทรวงยังเดินหน้าได้ปกติหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า "เดินได้ค่ะ"
เมื่อถามถึงความคืบหน้าการแถลงผลงานรัฐบาลรอบ 1 ปีต่อสภาผู้แทนราษฎร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตอนนี้รอบแรกเราส่งร่างให้กับคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาก่อน ต้องรอครม.ตรวจสอบความถูกต้องว่าจะมีอะไรแก้ไขเพิ่มเติม เราคงจะจัดทำเป็นรูปเล่มจัดส่งรัฐสภาต่อไป
เผยสั่งก.พาณิชย์ เปิดรายละเอียดขายข้าวจีทูจี
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลโดยผู้สื่อข่าวถามว่า ณ วันนี้ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องทางรัฐบาลจะชี้แจงอย่างไร ว่า เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันก็จะให้กระทรวงพาณิชย์แถลงข่าวชี้แจงอีกหนึ่งครั้งว่า เรื่องของจำนำข้าวที่เราขายข้าวจีทูจี 8 ล้านตันนั้นมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง โดยหลักๆ คงจะให้ชี้แจงเป็นกลุ่มๆว่า ตั้งแต่เริ่มของการเซ็นสัญญาเอ็มโอยูกับประเทศใด และจากเอ็มโอยูแล้วขั้นตอนในเรื่องของการทำสัญญาเปิดแอลซี และการส่งมอบซึ่งจะให้มีการชี้แจงรายละเอียดให้ทราบ
เมื่อถามว่า กระทรวงพาณิชย์ได้แจ้งกับนายกรัฐมนตรีหรือไม่ว่ามีการทำจีทูจีกับประเทศใด เหตุใดจึงยังเปิดเผยตอนนี้ไม่ได้ นายรัฐมนตรี กล่าวว่า “นี่คะ เดี๋ยวจะให้มีการเปิดเผยให้คะ” เพราะว่าบางอย่างก็จะเป็นขั้นตอนของในเนื้อหาที่เป็นเรื่องของความลับในเรื่องของการซื้อขาย แต่เราจะทำให้มากที่สุดเท่าที่ให้ได้เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันว่าทุกอย่างเรามีขั้นตอนมีรายละเอียดและทำทุกอย่างโดยโปร่งใส
เมื่อถามว่า ห่วงหรือไม่ปัญหาทุจริตในโครงการนี้จะส่งผลกระทบกับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ก็อย่างที่เรียนว่าเรื่องปัญหาทุจริตต้องมองในหลายๆ ขั้นตอน เพราะว่าในเชิงของนโยบาย ก็คงจะทราบแล้วจากผลโพล จากการสำรวจแล้วก็คือเป็นการที่ช่วยดูแลความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน เกษตรกร แต่ในเรื่องของระเบียบเองเราก็มีการเติมในส่วนต่างๆที่มีข้อห่วงใยเข้าไป อันนี้ก็คือ ขั้นตอนการปฏิบัติก็ต้องอยู่ที่การตรวจจับให้มากที่สุด ซึ่งวันนี้ก็อย่างที่เรียนว่า เราได้ตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในการลงไปสำรวจตรวจตรา และจะมีการเรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดกับผู้บังคับการตำรวจภูธรแต่ละจังหวัด อีกครั้งหนึ่งในการที่จะให้ลงไปทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเกิดความสบายใจ และไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกับพี่น้องประชาชน
เมื่อถามว่า ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเห็นด้วยกับนโยบายนี้หรือไม่เพราะเหมือนกับว่าแต่ละคนยังเงียบอยู่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ต้องเห็นด้วยสิคะ นี่เป็นนโยบายรัฐบาลค่ะ” หลายท่านอาจจะเห็นว่าทางกระทรวงพาณิชย์เป็นแม่งานหลัก ก็ให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยพูด แต่แท้จริงแล้วในส่วนของรายละเอียดก็ทราบอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า มั่นใจว่ากระทรวงพาณิชย์จะไม่ทำให้รัฐบาลหน้าแตก น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ต้องเรียนอย่างนี้ว่าในเชิงนโยบายเรายืนยันว่า เป็นนโยบายที่ดีที่ช่วยแก้ปัญหา แต่แน่นอนในช่วงที่เรียกว่าการเปลี่ยนแปลง หรือการปรับเปลี่ยนก็ต้องมีบ้างในข้อกังวลหรือขั้นตอนรายละเอียดที่จะต้องนำไปปรับปรุง ก็ต้องเรียนว่าไม่ได้บอกว่าทุกอย่างจะสมบูรณ์ เพอร์เฟ็ค แต่เราเองก็พยายามที่จะทำการทั้งป้องกัน และก็ตรวจสอบ
“บางครั้งเราเอาจุดเล็กไปป้องกันใหญ่ อย่างต่างจังหวัดเองก็บอกว่าอย่าเอาอย่างนี้มามากเลย จนชาวนาไม่สามารถที่จะทำงานได้ ในการที่จะมาจำนำข้าว อันนี้เราก็ต้องดูหลักความสมดุลในเรื่องของคนด้วย ก็พยายามที่จะไม่ให้เจ้าหน้าที่หรือคนในนั้นร่วมกันทำให้เกิดช่วงว่างในการทุจริตเกิดขึ้น” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
เมื่อถามว่า หลายฝ่ายมองว่านโยบายของรัฐบาลนั้นดี แต่ว่าระบบการตรวจสอบควรมีตั้งแต่แรกไม่ควรมีให้เหตุเกิดและมาตรวจสอบตอนหลัง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ไม่ค่ะ” ก็ต้องเรียนว่าการตรวจสอบมีอยู่แล้ว จริงๆในขั้นตอนกระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบอยู่แล้ว แต่เราเองก็อยากให้โครงการนี้มีความโปร่งใสมากขึ้น เราก็เลยเพิ่มขึ้นตอนของการตรวจสอบเข้าไป จริงๆตามหลักมีกลไกอยู่แล้ว
เมื่อถามต่อว่า ณ วันนี้พบว่ามีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวตัดบทว่า “ไม่เอาเรื่องอื่นแล้วเหรอ เอาเรื่องข้าวอย่างเดียวใช่ไหมคะ เดี๋ยวจะมีประชุมแล้วนะ” โดยนายกรัฐมนตรีได้เปลี่ยนไปตอบคำถามเรื่องอื่นทันที
ส่วนปัญหาผลกระทบจากวิกฤตหนี้ยุโรโซนนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้ติดตามอยู่ มีทีมงานทางคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และกระทรวงการคลัง ในการติดตามเรื่องนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง และมีการประชุม ซึ่งตนจะเป็นประธานประชุมสัปดาห์เว้นสัปดาห์ ส่วนที่เหลือจะเป็นหน้าที่ของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในการติดตามรัฐมนตรีทุกกระทรวงที่เกี่ยวกับกระทรวงเศรษฐกิจ
"พท."ยื่นศาลรธน.ตีความมีอำนาจรับคำร้องคัดค้านโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่
นายสิงห์ทอง บัวชุม สมาชิกพรรคเพื่อไทย และคณะ เดินทางมายื่นหนังสือ เพื่อขอให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณารับหรือไม่รับคำร้องกรณีนายอดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ขอให้วินิจฉัยพิจารณายับยั้งหรือยุติโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล โดยมีนายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้รับหนังสือ
นายสิงห์ทอง กล่าวว่า เนื้อหาของการมายื่นหนังสือครั้งนี้ เพราะเห็นว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และเกษตรกรก็ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ จึงอยากให้ศาลวินิจฉัยใน 3 ประเด็น ประกอบด้วย 1.เรื่องดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับไว้วินิจฉัยหรือไม่ เพราะโครงการดังกล่าวเป็นนโยบายของฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการจะสิทธิเข้าไปแทรกแซงได้หรือไม่ 2.ในคำร้องที่ขอให้ศาลวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญม.84 (1) หรือไม่ โดยเห็นว่าประเด็นนี้ไม่น่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ และน่าจะเข้าข่ายยกเว้นของกฎหมาย และ 3.ตามรัฐธรรมนูญ ม.84 น่าจะเป็นการขัดกันเองระหว่าง (1) และ (8) จึงเห็นได้ว่ารัฐบาลฝ่ายบริหารมีความชอบธรรมและชอบด้วยกฎหมายที่สามารถกระทำได้ตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาและหาเสียงไว้กับประชาชนเมื่อการเลือกตั้งที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเห็นว่าการยื่นหนังสือครั้งนี้ไม่ถือว่าช้าเกินไป เพราะอยู่ในช่วงระหว่างที่ตุลาการดำเนินการพิจารณาว่ารับหรือไม่รับคำร้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ เริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น. ซึ่งเป็นการประชุมปกติประจำสัปดาห์ โดยจะมีวาระการประชุมพิจารณารับหรือไม่รับคำร้องกรณีนายอดิศร์ ที่ขอให้วินิจฉัยพิจารณายับยั้งหรือยุติโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่าโครงการดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญม. 43 และม.84 (1) ซึ่งคาดว่าจะแถลงผลการประชุมในเวลา 14.00 น.
"สว.สรรหา"ชี้"เฉลิม"เลี่ยงตรวจสอบ"นายทุนเพื่อไทย"เบื้องหลังทุจริตจำนำข้าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตในการรับจำนำข้าว การเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันสาธารณภัย และการใช้จ่ายเงินงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระบุพบการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว มูลค่ากว่า 307 ล้านบาท โดยพบบุคคลที่ร่วมขบวนการทุจริตทั้งสิ้น 25 คนนั้น นายไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา กล่าวในเรื่องนี้ว่า เท่ากับว่า ร.ต.อ.เฉลิม ยอมรับว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลมีปัญหา และมีการทุจริตเกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ตนเชื่อว่าประเด็นที่ ร.ต.อ.เฉลิม บอกกับสื่อมวลชน เพื่อต้องการทำให้เห็นว่ารัฐบาลได้มีการดำเนินการจับกุมกลุ่มคนที่ทำทุจริตแล้ว แต่ข้อมูลที่ตนมีนั้นพบว่ากลุ่มคนที่ถูกจับไม่ใช่กลุ่มคนที่ทำทุจริต ซึ่งเป็นพรรคพวกของคนในรัฐบาล เป็นนายทุนของพรรคเพื่อไทย โดยกระบวนการทุจริตที่ทราบคือกระบวนการขายข้าว คือ การเวียนเทียนขายข้าวเท่าที่พบการเคลื่อนไหวนั้นมีมากอย่างผิดปกติ
“โครงการรับจำนำข้าวถือว่าเป็นโครงการที่แสวงหาประโยชน์เพื่อพวกพ้องของตนเอง โดยอ้างว่าเป็นการช่วยเหลือชาวนา แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นการหาประโยชน์เข้าสู่ตัวเอง แม้โครงการจำนำข้าวชาวนาจะได้รับประโยชน์ แต่คนของรัฐบาลได้ประโยชน์มากกว่า คือ คะแนนเสียงจากชาวนา และผลประโยชน์จำนวนมหาศาล ทั้งนี้ในฐานะที่ผมเป็นกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล ในวันที่ 11 ต.ค.นี้ จะมีการเรียนอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ มาชี้แจงเพื่อสอบถามถึงข้อเท็จจริงในเรื่องการระบายข้าว การขายข้าว ว่าได้ขายไปจำนวนเท่าใด ประเทศใดบ้าง เบื้องต้นผมมองว่าเรื่องการทำสัญญาขายข้าว ในแบบรัฐต่อรัฐ เป็นสิ่งที่เปิดเผยได้ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการเปิดเผยแสดงว่าไม่ได้มีการดำเนินการจริง ทั้งนี้หาคนที่มาชี้แจงไม่สามารถตอบคำถามได้ กรรมาธิการฯ จะใช้อำนาจตามกฎหมายคำสั่งเรียก เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง เพื่อหาข้อเท็จจริงตามข้อมูลที่รับทราบมา”นายไพบูลย์กล่าว
นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ได้เสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตาม มาตรา 161 เพื่อให้คณะรัฐมนตรีชี้แจงโครงการรับจำนำข้าวที่มีปัญหา กล่าวชี้แจงว่า กระบวนการที่ สว.ดำเนินการนั้น ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะล้มรัฐบาล อย่างที่หลายฝ่ายพยายามป้ายเจตนาที่ไม่ถูกต้อง ให้กับ สว.ที่ต้องการเปิดให้มีการอภิปราย เพื่อเสนอแนวทาง และปรับปรุงโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลซึ่งทีผ่านมาพบว่ามีปัญหา อย่างไรก็ตามการยื่นญัตติตาม มาตรา 161 ของ สว.นั้น คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องมาชี้แจง โดยไม่สามารถนำข้ออ้างที่ว่าได้แถลงข่าวผ่านสื่อมวลชน หรือให้ สส.พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามรัฐบาล ผ่านการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มาลบล้างได้ ทั้งนี้ใน มาตรา 162 ถือเป็นสภาพบังคับที่คณะรัฐมนตรีจะต้องมาชี้แจงต่อ สว. ในการประชุมวุฒิสภา
“ในท้ายสุด คณะรัฐมนตรีไม่มาชี้แจงตามที่ สว.ขอยื่นเปิดอภิปรายทั่วไป เท่ากับว่ารัฐบาลละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 ที่วุฒิสภาสามารถถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ อีกทั้ง ทาง สว. ขอคัดค้านการนำประเด็นดังกล่าว เปิดอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 เนื่องจากที่ประชุมรัฐสภา มีทั้งฝ่ายค้าน, ฝ่ายรัฐบาล และสว. ซึ่งวุฒิสมาชิกไม่อยากถูกกล่าวหา หรือถูกเหมารวมว่าเป็นกลุ่มล้มรัฐบาล" นายไพบูลย์ กล่าว



