
โมเดลสันติภาพ'ฟิลิปปินส์'ไทยอีกไกล!!
โมเดลสันติภาพ'ฟิลิปปินส์-ไทย' 'เงื่อนไข'ต่าง..ทางสว่างอีกไกล!! : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน
ขณะที่สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ของไทยยังคงปะทุรายวัน แต่ที่ฟิลิปปินส์กลับมีข่าวดีเรื่องการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์กับแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร หรือเอ็มไอแอลเอฟ ที่จับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลเพื่อ "แบ่งแยกดินแดน" มานานกว่า 40 ปี จึงบังเกิดความคาดหวังว่า "ฟิลิปปินส์โมเดล" อาจจะนำมาประยุกต์ใช้ที่ภาคใต้ของไทยได้บ้าง
ทว่า ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิชาการด้านความมั่นคงจากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับมองว่า "ยาก" ที่จะนำฟิลิปปินส์โมเดลมาปรับใช้ทั้งดุ้น เพราะเงื่อนไขของปัญหาแตกต่างกัน
ดร.ปณิธาน เผยว่า ที่ผ่านมาได้มีการส่งทั้งนักวิชาการและทหารไปศึกษาสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศต่างๆ ที่มีลักษณะของปัญหาใกล้เคียงกับไทย ซึ่งเคยมีการศึกษาทั้งทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์, ที่เกาะอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย, ไอร์แลนด์เหนือ รวมทั้งมณฑลซินเกียง ของประเทศจีน เพื่อจะนำมาปรับใช้ในประเทศไทย
ผลการศึกษาพบว่า เงื่อนไขของปัญหาหลายอย่างแตกต่างกัน เช่น 1.เงื่อนไขทางกฎหมาย ซึ่งฟิลิปปินส์ปกครองด้วยระบอบประธานาธิบดี และมีการแบ่งแยกเป็นมลรัฐ จึงสามารถตั้งเขตปกครองพิเศษได้ง่าย หรือมณฑลซินเกียงของจีน ซึ่งปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ แต่ของไทยเป็นรัฐเดี่ยว การจัดตั้งเขตปกครองพิเศษทำได้ยาก และถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก
2.เงื่อนไขทางประวัติศาตร์ เช่น ของฟิลิปปินส์มีรากเหง้ามาจากความต้องการปกครองตนเอง หลังหมดยุคล่าอาณานิคม แต่ของไทยมีความขัดแย้งยาวนาน และสลับซับซ้อนมากกว่า แต่ไทยไม่มีความขัดแย้งทางศาสนา แต่ของเขามีความขัดแย้งกันระหว่างศาสนา เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ดร.ปณิธานมองว่า ถึงแม้ว่าแต่ละประเทศจะมีเงื่อนไขความขัดแย้งที่แตกต่างกัน แต่สุดท้ายแต่ละประเทศก็จะต้องมีกระบวนการเจรจาอย่างเป็นทางการ (Formal Negotiation) อย่างฟิลิปปินส์ก็มีกระบวนการเจรจาสันติภาพมานานกว่า 20 ปี
"แต่ของเรายังไม่มีตัวแทนที่จะมาเจรจา และไม่มีองค์กรที่จะมาทำหน้าที่เจรจาอย่างชัดเจน แม้จะมีการเจรจาโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) แต่ก็ขาดความต่อเนื่อง พอเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช.ทีก็เปลี่ยนชุดเจรจาที ทำให้ขาดความต่อเนื่อง ซึ่งช่วงหลังที่มีการเปลี่ยนตัวเลขาฯ สมช. ถึง 2 คนในเวลาไล่เลี่ยกันทำให้การเจรจาสะดุดลงไปมาก"
ดร.ปณิธาน มองว่า สุดท้ายแล้วปัญหาก็จะต้องมาถึงขั้นตอนการเจรจา โดยอาจจบลงได้ด้วยการตั้งเขตปกครองพิเศษ โดยใช้หลักการเคารพเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ของท้องถิ่น และให้อำนาจในการดูแลตนเองเหมือนเขตปกครองพิเศษอื่นๆ ของไทย
ด้าน พ.อ.ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง นักวิชาการด้านความมั่นคงในกองทัพ มองว่า การพูดถึงเรื่อง "เขตปกครองพิเศษ" เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน(Sensitive) มากของสังคมไทย และของฝ่ายความมั่นคงที่มองว่า การแบ่งแยกดินแดนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
พ.อ.ดร.ธีรนันท์ กล่าวอีกว่า ยังมีเรื่องความไม่ชัดเจนของผู้ก่อการที่ไม่เปิดเผยตัวตน และจุดประสงค์ที่ชัดเจน ซึ่งแต่เดิมเราเคยเชื่อว่า กลุ่ม "บีอาร์เอ็น" คือ ผู้ควบคุมสั่งการ แต่ภายหลังเราพบว่า มีกลุ่ม "จูแว" หรือ "นักรบ" รุ่นใหม่ที่รับจ้างก่อเหตุทั้งเหตุความไม่สงบ แก้แค้น ยาเสพติด ของเถื่อน ดังนั้น จึงเป็นปัญหาอยู่ว่าในการเจรจาเราจะเจรจากับใคร เพราะเขาไม่เปิดเผยตัวตน
"โมโรของฟิลิปปินส์มีองค์กร และจุดประสงค์ที่ชัดเจนมานานแล้ว ส่วนที่ภาคใต้มีปัญหาซับซ้อนเยอะมาก มีการผสมกันของหลายๆ กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งอาจจะต้องการแบ่งแยกดินแดน แต่หลายกลุ่มมีการผสมโรง และได้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่คลุมเครือแบบนี้"
พ.อ.ดร.ธีรนันท์ สรุปว่า ปัญหาในการเจรจาในขณะนี้ก็คือ การ "ไม่มีเอกภาพ" ในกลุ่มผู้ก่อการ ทำให้การเจรจาทำได้ยาก แต่อย่างน้อยก็เห็นสัญญาณที่ดีในการแก้ปัญหา เช่น การที่มาเลเซียให้ความร่วมมือกับไทยมากขึ้น และการมอบตัวของ 93 คนไทยก่อนหน้านี้ทำให้เขารู้สึกว่าเริ่มเสียเปรียบ และทำการตอบโต้รุนแรงมากขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่ายังมีศักยภาพอยู่
"การต่อสู้ทางการเมือง ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ภายในระยะเวลาอันสั้น เช่นการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) ต้องใช้เวลาเกือบ 20 ปีในการแก้ไขปัญหา ซึ่งเหตุการณ์ความไม่สงบที่ภาคใต้คงจะดำรงอยู่อีกเป็น 10 ปี แต่สามารถยุติได้ด้วยสันติวิธี คือ การเจรจา และการเปิดยุทธการกดดันให้เขาออกมา" พ.อ.ดร.ธีรนันท์ กล่าวทิ้งท้าย
ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงของกองทัพฟันธงว่า ฟิลิปปินส์โมเดลจะไม่เกิดขึ้นในไทยแน่นอน เพราะฝ่ายความมั่นคงมองว่า "ดูแลยาก" โดยที่ผ่านมาได้มีการหารือแนวคิดในการปกครองตนเองในพื้นที่มาตั้งแต่สมัยที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ทหารไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าปัญหาจะไม่จบลงแค่นั้น และในอนาคตอาจมีการขอแบ่งแยกประเทศได้
โดยปัจจุบันกลุ่มขบวนการในพื้นที่มีไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นคน แยกเป็นกลุ่มอาร์เคเค 2,000-3,000 คน ระดับสั่งการ ประมาณ 200-300 คน ที่เหลือคือ กลุ่มแนวร่วมที่เป็นประชาชนในพื้นที่
หน่วยงานความมั่นคงพบว่า กลุ่มขบวนการที่ภาคใต้พยายาม "เลียนแบบ" กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในฟิลิปปินส์ที่ต่อสู้จนกระทั่งสามารถจัดตั้ง "เขตปกครองตนเอง" ได้สำเร็จ ขณะเดียวกันก็พยายามล้มความพยายามร่วมกันระหว่างไทย-มาเลเซีย ด้วยการปักธงชาติมาเลเซียกว่า 100 จุด เพื่อเสี้ยมให้ทั้งสองประเทศแตกแยกกัน
ส่วนกระบวนการ "เจรจาลับ" ก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยปัจจุบันมี 4 กลุ่มที่เดินหน้าเจรจา คือ 1.กลุ่ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่แสวงหาความร่วมมือกับมาเลเซีย ผ่านทาง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผอ.ศอ.บต.) 2.สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) 3.สถาบันพระปกเกล้า และ 4.องค์กรระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ หากเทียบบัญญัติไตรยางศ์ว่า ปัญหาภาคใต้ของไทยเพิ่งปะทุรุนแรงมาแค่ 9 ปี และยังไม่มีการเจรจาอย่างเป็นทางการ ขณะที่ฟิลิปปินส์เรื้อรังมา 40 ปี และมีการเจรจาบนโต๊ะมาตลอด แสงสว่างแห่งสันติภาพที่ภาคใต้ของไทยจึงเป็นเพียงแสงเทียนเล็กๆ ในอุโมงค์ทอดยาว ขณะที่ฟิลิปปินส์ใกล้จะได้พบแสงสว่างที่ปลายปากอุโมงค์เต็มทีแล้ว
"กบฏโมโร" คือใคร ?
เหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ของฟิลิปปินส์บนเกาะ "มินดาเนา" ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี โดยกลุ่มที่มีกองกำลังติดอาวุธมากที่สุด คือ กลุ่มกบฏโมโร หรือ MILF ซึ่งต้องการแยกตัวเป็นอิสระ โดยกบฏโมโรมีนักรบในสังกัดประมาณ 12,000 คน เริ่มจับอาวุธต่อสู้กับกองทัพรัฐบาลตั้งแต่ปี 2513 เพื่อแบ่งแยกดินแดนบนเกาะมินดาเนา ซึ่งมีชาวมุสลิมอาศัยอยู่ประมาณ 4 ล้านคน
ผลจากการต่อสู้นานกว่า 40 ปี ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 1.5 แสนคน โดยระหว่างนั้นมีความพยายามที่จะ "เจรจาสันติภาพ" อย่างต่อเนื่อง
กระทั่งเมื่อวันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลฟิลิปปินส์สามารถบรรลุข้อตกลงกับกลุ่มกบฏโมโร โดยการเจรจามีขึ้นที่ประเทศมาเลเซียตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม และคาดว่าจะมีพิธีลงนามข้อตกลงล่าสุดที่กรุงมะนิลา ในวันที่ 15 ตุลาคมนี้
เขตปกครองตนเองใหม่บนเกาะมินดาเนาจะใช้ชื่อว่า "บังซาโมโร" แทนชื่อเดิม คือ เขตปกครองตนเองมุสลิมมินดาเนา หรือเออาร์เอ็มเอ็ม ที่เคยก่อตั้งเมื่อ 23 ปีก่อน และไม่ประสบความสำเร็จ
...........
(หมายเหตุ : โมเดลสันติภาพ'ฟิลิปปินส์-ไทย' 'เงื่อนไข'ต่าง..ทางสว่างอีกไกล!! : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)



