ข่าว

เช็คหัวใจหลักการทำงาน'วีรวัฒน์'

เช็คหัวใจหลักการทำงาน'วีรวัฒน์'

10 ต.ค. 2555

'ทำสิ่งที่ถูกต้องแม้ไม่มีใครมองอยู่' หัวใจหลักการทำงาน'วีรวัฒน์ มีแก้ว' : คอลัมน์คมคิด

              “ผมจบเภสัชกรที่เชียงใหม่ เริ่มงานด้วยการเป็นอาจารย์สอนที่วิทยาลัยการสาธารณสุขภาคใต้ ที่จังหวัดยะลาอยู่ปีครึ่ง แม้จะชอบเรื่องการสอน แต่รู้สึกว่าระบบราชการไม่เหมาะกับเรา เพราะมันช้า ทำอะไรต้องมีขั้นมีตอน จึงมาเริ่มต้นเดินเส้นทางสายนี้ด้วยการเป็นเซลล์” วีรวัฒน์ มีแก้ว ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท แจนเซ่น -ซีแลก (ประเทศไทย) จำกัด บอกเล่าถึงเส้นของอาชีพ

              ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บ.แจนเซ่น-ซีแลก (ประเทศไทย) วีรวัฒน์ พูดถึงงานในความรับผิดชอบว่า เป็นการดูแลรับผิดชอบในแง่ของนโยบายระบบสาธารสุขในเมืองไทย แล้วจะทำอย่างไรให้ยาของบริษัทเข้าถึงอย่างเป็นธรรมกับทั้ง 3 ระบบ ได้แก่ ระบบข้าราชการ ระบบประกันสังคม และระบบสรรพากร รวมถึงสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ

               “พูดง่ายๆ ก็คือ เราจะทำอย่างไรให้การติดต่อกับภาครัฐไม่ถูกมองว่าเป็นผู้มาเอาผลประโยชน์ เราอยากให้เป็นเชิงได้ประโยชน์ร่วมกัน หรือ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาครัฐ เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของ Healthcare Solution ดังนั้น การที่ผมไปติดต่อกับภาครัฐก็จะเป็นเชิงนโยบาย และอัพเดทกับบริษัทถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของนโยบายเรื่องระบบสุขภาพของภาครัฐ เพื่อเตรียมปรับตัว ในเชิงกลยุทธ์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว”

                 ก่อนหน้านี้ วีรวัฒน์คลุกคลีอยู่กับงานด้านการตลาดมาตลอด โดยบนเส้นทางการทำงานของ    เขา วีรวัฒน์บอกว่า เป็นคนโชคดีที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้หลักผู้ใหญ่และเจ้านายมาตลอด เนื่องจากเป็นคนรักงาน สนุกกับการทำงาน ชอบเข้าหาเจ้านายด้วยตัวเอง เพื่อหารือเกี่ยวกับงานที่รับผิดชอบ โดยเจ้านายที่ให้โอกาสมาตลอดก็คือ เภสัชกร สมเกียรติ มหพันธ์ จีเอ็มคนเก่าที่สนับสนุนให้เขาได้ไปหาประสบการณ์ในการทำงานกับต่างประเทศ ทั้งในจีนและสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะที่จีนเป็นงานที่ท้าทายมากในเรื่องของภาษา เพราะไม่มีพื้นฐานทางด้านภาษาจีนกลางเลย ขณะที่การสื่อสารกับทั้งคนในองค์กรและลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญมาก

                  “สิ่งสำคัญที่สุดในการทำงานคือ ทีมเวิร์ค ซึ่งทุกอย่างจะประสบความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องสร้างทีมให้ได้ก่อน และอย่างที่บอกไว้คือ การสื่อสารสำคัญมาก อันนี้ถือว่าเป็นจุดแข็งของตัวเองเลยทีเดียว โดยต้องทำให้เขาเชื่อถือ มีการโต้ตอบ มีการตั้งคำถาม และเราต้องทำตัวเป็นโค้ชสมัยใหม่คือ การรอเอาศักยภาพของทีมมาใช้ ให้เขารู้จักคิดเอง ไม่ใช่การออกคำสั่ง ซึ่งสิ่งที่เน้นตลอดก์คือ การถามผลตอบรับจากทีม เป็นการสำรวจข้อดีข้อเสียของตัวเอง เพื่อนำมาพัฒนา เพราะคงไม่มีใครเพอร์เฟค”

                   นอกจากนี้ ยังมีที่มาของความสุขจากการทำงานอีกอย่างก็คือ การเป็นคนชอบอ่านหนังสือ โดยเฉพาะเกี่ยวกับพุทธศาสนา ที่เอามาปรับใช้ได้ด้วย คือเรื่องที่ว่าด้วย อิทธิบาท 4 ประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คือ ความมีใจรักในสิ่งที่ทำเป็นอันดับหนึ่ง จะทำให้เราไม่ทำงานแบบซังกะตาย ทำให้สามารถคิดทำอะไรใหม่ๆ ได้อย่างสนุกกับงาน และยังอยากถ่ายทอดให้คนอื่นๆ ด้วย จึงทำให้ทุกครั้งที่มีโอกาสจะร่วมในการปัจฉิมนิเทศของคณะเภสัช เชียงใหม่ ให้หลักคิดกับน้องๆ ในเรื่องการทำงาน

                   “เราต้องตระหนักตลอดเวลาว่า ต้องซื่อสัตย์กับวิชาชีพ ทำอย่างเต็มที่ แล้วก็มีจริยธรรม ซึ่งสำคัญที่สุด เพราะมันคือวิชาชีพ เราไม่ได้ขายเครื่องสำอางที่จะไปขายความหวังว่าคุณจะสวยขึ้นภายใน 7 วัน หรือจะผอมลงภายใน 7 วัน แต่เราขายสินค้าที่เรียกว่ามีความจำเป็น 1 ในปัจจัย 4 ต้องนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องทางหลักวิชาการ”

                   หลักการอย่างหนึ่งที่เรายึดมั่นคือ เราจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ว่าไม่มีคนมองอยู่ ต้องนึกเตือนใจตัวเองว่า ถึงไม่มีคนอยู่ เราก็ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง อันนี้คือหลักการเลย เพราะเมื่อเกิดอะไรขึ้นแล้วจะเป็นประวัติที่แก้ไขไม่ได้ เพราะฉะนั้น Record ของเราต้องเป็น Record ที่เรียกว่าบริสุทธิ์ อันนี้เป็นภาพที่จะทำให้สังคมมองดูอุตสาหกรรมยาในเชิงที่ดีด้วย

                 สำหรับความท้าทายของงานการตลาดผลิตภัณฑ์ยานั้น วีรวัฒน์ มองว่า เป็นเรื่องของการวางแผนการตลาดให้กับยาที่ยังไม่ได้เปิดตัวในตลาด จึงต้องมาพัฒนาว่าจะสื่อสารข้อความสำคัญในแต่ละผลิตภัณฑ์อย่างไร ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม กับภาษาที่แตกต่างกัน จึงต้องทำวิจัยการตลาดในประเทศใหญ่ๆ กับแพทย์ ว่าสื่อไปอย่างนี้จะเข้าใจไหม เพราะแต่ละประเทศมีวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน

                 วีรวัฒน์ บอกว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้มีหลักการทำงานอย่างทุกวันนี้ก็คือ คำสั่งสอนของอดีตเจ้านายเก่า 3 ท่าน ได้แก่ เภสัชกร อนันต์ อ่านเปรื่อง, เภสัชกร ธีรวัฒน์ ชาวปากน้ำ และเภสัชกร สมเกียรติ มหพันธ์ ที่ปลูกฝังมาตลอด ให้คิดว่าสักวันหนึ่งเราต้องเป็นผู้ป่วย ดังนั้น เราจะทำอย่างไร ซึ่งเราเชื่อกฎแห่งกรรม ว่าทำอย่างไรก็จะได้อย่างนั้น และก็ตรงกับหลักความเชื่อมั่นของบริษัท จอห์สัน แอนด์ จอนห์สัน ที่มีเรียกว่าเป็น Credo มีอยู่ 4 อันเป็นหลักความเชื่อมั่น

                  หนึ่งคือ ต้องมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค นั่นคือ ยา ต้องมีคุณภาพสูง มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย และในราคาที่สมเหตุสมผล สองเป็นเรื่องความรับผิดชอบต่อพนักงานในองค์กร สามมีความรับผิดชอบต่อชุมชน และสุดท้ายเป็นเรื่องความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ซึ่งเราเชื่อว่าหากทำในสามหลักการแรกได้ดีแล้ว ผลประกอบการมันจะออกมาดีเอง

                   นอกจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุนในการทำงานแล้ว วีรวัฒน์ บอกว่า เขายังได้รับโอกาสในการได้รับชีวิตใหม่และจุดประกายในการเลือกอาชีพด้วย นั่นก็คือ นายแพทย์ประสบ รัตนากร เพราะเขาเป็นโรคลมชักมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ คุณแม่พาไปรักษากับอาจารย์ประสบที่โรงพยาบาลประสาท สถาบันประสาทวิทยา ทำให้เห็นถึงความเมตตาของคนเป็นแพทย์ และอีกท่านคือแพทย์หญิงบุญสม ผลประเสริฐ ซึ่งรับหน้าที่รักษาเขาตอนที่ย้ายไปอยู่เชียงใหม่ จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจว่า เมื่อโตขึ้นจะทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างที่เขาได้รับการดูแลมาในวัยเด็ก แม้ทุกวันนี้เขาจะไม่ได้เป็นแพทย์ก็ตาม แต่ก็ได้วางแผนวัยเกษียณไว้ว่า จะทำงานคล้ายองค์กรการกุศล ถ่ายทอดประสบการณ์ให้เด็กๆ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการช่วยกันดูแลสังคม

.......................................
('ทำสิ่งที่ถูกต้องแม้ไม่มีใครมองอยู่' หัวใจหลักการทำงาน'วีรวัฒน์ มีแก้ว' : คอลัมน์คมคิด)