ข่าว

เมื่อนักวิชาการต้องถูกท้าทายโดยชาวนา

เมื่อนักวิชาการต้องถูกท้าทายโดยชาวนา

09 ต.ค. 2555

เมื่อนักวิชาการต้องถูกท้าทายโดยชาวนา : แลกคนละหมัด โดยชินสัคค สุวรรณอัจฉริย [email protected]

             ในความเป็นจริงความขัดแย้งของการตีความเรื่องนโยบายและการวิเคราะห์ปัญหาข้าวนั้น มีความแตกต่างและความซับซ้อนมากกว่าการหยิบเอาประเด็นเรื่องประสิทธิภาพหรือการบิดเบือนกลไกตลาดหรืออย่างที่ได้เคยพูดไว้ว่า “ในทางการเมือง ใครสามารถควบคุมและกำกับข้าวได้ นั้นหมายถึงหลักประกันของการเป็นรัฐบาลครั้งต่อไป” ซึ่งประเด็นของข้าวได้กลายเป็นภูมิการเมืองของเพื่อไทยอย่างที่เคยอธิบายมาแล้ว ซึ่งประสบการณ์เคยเกิดขึ้นในไต้หวันอย่างทศวรรษที่ 60 มีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้น คือชาวนากลายเป็นผู้ถูกกระทำ กล่าวคือ ภาครัฐขาดเงินลงทุนในการช่วยเหลือชาวนาจึงใช้วิธีการซื้อสินค้าภาคการเกษตรในราคาที่ต่ำและขายปัจจัยการผลิตในราคาที่สูงและนำเงินสะสมดังกล่าวไปใช้เพื่อการลงทุนและช่วยสหกรณ์หรือสมาคมเกษตรกรด้านเทคโนโลยี
 
             ซึ่งก็ใช้เวลาหลายปีจึงสามารถปฏิรูปภาคการเกษตรได้สำเร็จ แต่ชาวนาไทยยังคงประสบกับปัญหานี้ตลอดเวลาและก็ไม่มีใครคิดว่าจะเป็น 2 เด้งได้อย่างไรและการที่เพื่อไทยสามารถควบคุมชาวนาซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในชนบทและข้าวก็ยังเป็นสินค้าซึ่งเป็นที่ต้องการในตลาดและหากพวกเขาสามารถประสานแนวคิดนี้ได้ก็ยากที่พรรคการเมืองไหนจะโค่นพวกเขาลงได้ เพียงแต่ว่านโยบายนี้อาจจะต้องเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนปี 2558
 
             คราวนี้การบิดเบือนกลไกตลาด คือ ซื้อสินค้าราคาแพงและขายในราคาที่ถูกซึ่งส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจของชาติเสียหาย และหากเป็นจริงอย่างที่กล่าวมาบทลงโทษก็ไม่ควรที่จะเกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญ แต่น่าจะไปเกี่ยวกับการลงโทษประชาชนที่ไม่ให้การสนับสนุนทางการเมืองต่อไป เพราะมันจะกลายเป็นเรื่องตลกหากเราใช้อำนาจคนละส่วนกันซึ่งก็ไม่มีที่ไหนในโลกนอกจากประเทศไทยเท่านั้นแต่ประเด็นนี้ก็ไม่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญสักเท่าไร เพราะไม่มีการเชื่อมโยงกับอำนาจของประชาชนซึ่งในอนาคตจะต้องมีการออกแบบกฎหมายและรูปแบบการปกครองกันใหม่ เพราะหากนำกฎหมายหลายมาตรามาดูจะพบว่าผู้ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นมีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์และนโยบายที่ยังบกพร่องอยู่และยังขาดเกณฑ์ต่างๆ อีกมาก อย่างเช่น ในบางมาตรานั้นสนับสนุนให้รัฐวิสาหกิจดำเนินกิจการแบบขาดทุนต่อไป แต่บางมาตรากลับมีการอ้างถึงเรื่องของกลไกตลาดซึ่งออกมาในรูปของความป่วยไข้ที่เห็นกันอยู่
 
             แต่ในส่วนของข้าวนั้นจะมีหลักการของมันอยู่ กล่าวคือในโลกที่เป็นจริงเป็นเรื่องที่ยากหากจะค้นหาสัญญาหรือความก้าวย่างทางการเมืองซึ่งได้ตอบสนองในเกณฑ์ที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพและความยุติธรรม เพราะสัญญาการเปลี่ยนแปลงกฎหมายต่างๆ ตามที่คาลเบรซี่กล่าวว่า “เมื่อเกิดการเรียกร้องจะถือเป็นปฏิกิริยาด้านลบแก่คนใดคนหนึ่ง” การคัดค้านนโยบายหรือสัญญานั้นๆ อย่างเปิดเผย คือ เราสามารถเอาเกณฑ์ของพาเรโต้มาเป็นฐานในการตัดสินปัญหาเชิงปฏิบัติว่าการจำนำข้าวทำให้เกิดการสูญเสียอย่างมากแก่สมาชิกแต่ละคนในสังคม
 
             ทั้งนี้ด้านหนึ่งได้ขึ้นกับความหมายของชัยชนะต่อสมาชิกคนอื่นๆในสังคม แต่อีกด้านหนึ่งหากนำเอานโยบายจำนำนี้มาใช้ก็จะกลายเป็นอุปสรรคที่จะทำให้ต้นทุนธุรกรรมสูงและผลที่ตามมา คือ สภาพการณ์ดังกล่าวไม่ดีขึ้นเมื่อนั้นหากการเปลี่ยนแปลงก็จะส่งผลให้คนส่วนใหญ่ 80% ที่มีรายได้ไม่ถึง 20% ของความมั่งคั่งในชาติได้ค้นพบโอกาสใหม่ แต่ก็จะต้องแลกเปลี่ยนกับผู้คนไม่ถึง 10% แต่มีมูลค่า 70% ของความมั่งคั่งในชาติ ดังนั้น การคัดค้านกรณีดังกล่าวทำให้ผู้คนได้ค้นพบและใช้ประสิทธิของพาเรโต้ได้ดีขึ้น
 
             ตรงนี้เป็นสิ่งที่นักวิชาการที่ออกมาคัดค้านต้องตอบคำถามเพราะหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ได้บิดเบือนกลไกตลาดมาตลอด ซึ่งหลายครั้งความทรงจำจะให้ผลด้านลบมากกว่าด้านบวก ซึ่งไม่ต้องไปพูดให้กลายเป็นเรื่องที่ซ้ำซากเพราะเมื่อไม่นานมานี้เหตุการณ์ที่คนไทยเข้าคิวซื้อน้ำมันปาล์มก็ไม่มีใครไปฟ้องเรื่องดังกล่าวกับหน่วยงานไหน และก็ปล่อยให้คนที่ชอบกินอาหารทอดต้องรับความซวยไปแบบเต็มๆ แต่นั้นก็ไม่ได้เป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาก แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือนักวิชาการควรที่จะบูรณาการทางความคิด 2 ส่วน คือ ด้านกฎหมายและด้านเศรษฐศาสตร์เข้าด้วยกันเพราะมีมาตรวัดว่าด้วยประสิทธิภาพและความยุติธรรม การออกมาจุดประเด็นนี้จะทำให้เห็นถึงกึ๋นของนักวิชาการมากยิ่งขึ้นว่าจริงๆ แล้วนักวิชาการทั้งหลายสามารถทำอะไรบนพื้นฐานของวิชาการได้บ้าง? และก็ไม่แปลกเลยที่ชาวนาบางคนบอกว่า “หากจะพูดกันแบบตรงๆ นักวิชาการควรจะเป็นบุคลากรที่น่าจะใช้ความรู้และความสามารถเพื่อแก้ปัญหาให้กับประเทศ ไม่ใช่มาใช้ปัญญาและความเฉลียวฉลาดของตัวเองมาสร้างปัญหาให้กับประเทศ อีกทั้งยังทำให้กลายเป็นประเด็นที่บานปลายใหญ่โตขึ้นอีก”