
โทรทัศนาธิปไตยในเมืองผู้ดี
โทรทัศนาธิปไตยในเมืองผู้ดี: ประชาธิปไตยที่รักโดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
เล่าเรื่องหนังสือพิมพ์ในอังกฤษมามากแล้ว ในตอนนี้จะขอเล่าเรื่องโทรทัศน์ในอังกฤษให้ฟังสักหน่อย แล้วก็โชคดีที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมสถานีโทรทัศน์บีบีซีกับเขาด้วย (แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงว่าซื้อทัวร์เข้าไป ใครๆ ก็เข้าไปได้ แต่ท้ายสุดเขาว่ากันว่าซื้อทัวร์นั้นเข้าไปได้ไม่เกินสิบคนต่อเที่ยว แต่วันนั้นเข้าไปทั้งคณะยี่สิบกว่าคน ด้วยความกรุณาจากสถานทูตไทยที่เป็นธุระให้คณะดูงาน แล้วก็มีบรรดาเจ้าหน้าที่สถานีที่อ่านข่าวเองเขามาต้อนรับเอง ไม่ใช่เจ้าหน้าที่พาทัวร์ทั่วไป)
จะว่าไปแล้วเราชอบนึกกันไปว่าทีวีนั้นมีอิทธิพลกับการเมือง อันนี้ใครๆ ก็พูดได้ แต่ถ้าย้อนคิดอีกทีนักการเมือง ก็รู้จักใช้ทีวีด้วย (หมายถึงว่าไม่ใช่คิดว่าสื่อนั้นฉลาดแล้วไล่บี้นักการเมืองเก่ง บางทีนักการเมืองก็สร้างภาพกับสื่อเป็นเช่นกัน ดังนั้นก็ไม่น่าแปลกใจที่เราเห็นว่าสื่อนั้นมันจะชอบสัมภาษณ์นักการเมืองบางคนเป็นพิเศษ
นักการเมือง และนายกรัฐมนตรีที่ได้รับความนิยมก็คือคนที่รู้จักใช้สื่อเป็น ไม่ว่าฮิตเลอร์ เชอร์ชิล หรือแม้กระทั่งนิกสัน ทั้งการออกวิทยุหรือโทรทัศน์ และถ้าไม่มีอคติเกินไป คุณทักษิณก็ทำหน้าที่นี้ได้ดี เพราะคนชอบก็มาก คนเกลียดก็มิใช่น้อย แต่อย่างน้อยก็เป็นที่กล่าวขวัญถึงนั่นแหละครับ
ในกรณีของอังกฤษ British Broadcasting Corporation หรือ BBC ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.1926 ในฐานะเป็นองค์กรสาธารณะ ด้วยหลักการที่ว่า ให้ข่าวสาร ให้ความรู้ และให้ความบันเทิง (To inform, educate and entertain - ส่วนช่องในบ้านเราตอนนี้ก็มีคล้ายๆ กันนะครับแนวนี้ แต่เปลี่ยนตัวกลางจากความรู้เป็นแรงบันดาลใจแทน) และการผูกขาดช่องการสื่อสารก็สิ้นสุดลงเมื่อมี ITV เข้ามาแข่งในปี 1955 และมีสถานีวิทยุเพื่อการพาณิชย์ในปี 1973 นอกจากนั้นแล้วปรากฏการณ์สำคัญก็คือการเกิดช่องดาวเทียมที่ทำข่าวแข่งกับบีบีซีเมื่อปี 1989 นั่นก็คือ sky ของเมอร์ด็อก ซึ่งก็ได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลเสียด้วย
นักวิชาการอังกฤษเขามีความเห็นว่าโทรทัศน์มีอิทธิพลต่อชีวิตทางการเมืองโดยเฉพาะนักการเมืองมาก อาทิเขาเห็นว่า หากนักการเมืองมีโอกาสได้ออกทีวีในช่วง 2 นาทีของเวลาที่มีคนชมมากที่สุด ก็อาจจะมากกว่าการพบกับประชาชนทั้งชีวิตเลยก็ได้ รวมทั้งการที่มีโอกาสได้พูดยังสถานีวิทยุบีบีซีช่องสี่ในรายการตอนเช้า ก็ถือว่าได้เข้าถึงตลาดของผู้มีการศึกษาซึ่งมีจำนวน 1 ล้านคนซึ่งเป็นผู้ที่มีผลต่อการให้ความเห็นและนโยบายต่อสังคม ว่ากันว่า นางมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ อดีตนายกฯ เองก็เป็นผู้ฟังคนหนึ่งและยังโทรไปให้ความเห็นบ่อยไป
เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับลักษณะของการออกสื่อของนักการเมืองที่เปลี่ยนไปก็คือ ว่ากันว่าท่าทีของการปรากฏตัวบนสื่อ มีความเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ในศตวรรษที่ 19 นักการเมืองจะพบประชาชนในการประชุมหรือในลักษณะที่ต้องดูเป็นทางการและในการพูดต้องใช้พลังราวกับผู้ประกาศศาสนา
แต่สำหรับในโทรทัศน์ กระบวนการนี้เปลี่ยนไป เพราะนักการเมืองน้นกำลังเข้าไปอยู่ในบ้านหรือห้องรับแขกของประชาชนแต่ละหลังแต่ละที่ ดังนั้นนักการเมืองจะต้องมีลักษณะะที่ผ่อนคลาย เป็นกันเอง แต่มั่นใจ เพราะนักการเมืองกำลังต้องพูดกับประชาชนของเขาในลักษณะหน้าต่อหน้า ไม่ใช่พูดกับฝูงชน (ตรงนี้ผมขอวิจารณ์ด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า ทำไมคุณอภิสิทธิ์ถึงมีปัญหามากนักในเรื่องของการออกสื่อ ทั้งที่คุณอภิสิทธิ์หน้าตาดีและเวลาอยู่ในสภานั้นมีพลังมาก ก็เพราะคุณอภิสิทธิ์ไม่ได้มีความเป็นกันเองในลักษณะนี้กับผู้ชมทางบ้านในรายการของตัวเอง ถ้าเทียบกับคุณสมัครเป็นต้น แต่เรื่องเหล่านี้ไม่เป็นไรครับ เพราะในการปราศรัยและในสภา ผมก็ต้องขอยอมรับว่าคุณอภิสิทธิ์ทำได้ดีกว่าใครจริงๆ ส่วนคุณยิ่งลักษณ์อาจจะตรงข้าม เพราะประหม่ากับสาธารณะในแง่ของงานทางการ แต่เวลาอยู่หน้ากล้องหรือจอนั้นคนละเรื่อง อันนี้ก็ต้องวิจารณ์และปรับปรุงกันไป)
ว่ากันว่า แธตเชอร์ เป็นนายกคนแรกที่ให้ความสำคัญกับการออกสื่อ และอาจจะเพราะว่าเธอเป็นผู้หญิงด้วย คำวิจารณ์จึงมองว่าทุกอย่างนั้นต้อง "เป๊ะ" ต่อหน้ากล้อง
รายละเอียดส่วนอื่นที่น่าสนใจในอังกฤษก็คือโทรทัศน์มีบทบาทในการถ่ายทอดและรายงานการเลือกตั้งอย่างเป็นระบบเป็นครั้งแรกในปี 1959 และนักการเมืองอังกฤษร่วมสมัยนั้น นอกจาก แธตเชอร์ แล้ว ก็มี แบลร์ และ คาเมรอน ที่ "ขึ้นกล้อง" นั่นแหละครับ ส่วนเอาเข้าจริงโทรทัศน์อังกฤษเพิ่งจะถ่ายทอดการประชุมสภาผู้แทนเมื่อ 1989 นี่เอง หลังจากถกเถียงกันมานานนับตั้งแต่ปี 1966 ครับผม
(ส่วนหนึ่งของการศึกษาดูงานและการค้นคว้าเรื่องสื่อกับสังคมการเมืองอังกฤษ สนับสนุนโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร)



